Skip to content

สัมภาษณ์: รศ.ดร บัวพันธ์ พรหมพักพิง ว่าด้วยกระบวนการผนวกรวมอีสานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย

2560 มกราคม 4
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด
AjanBuaphan

“คนอีสานในสมัยนี้นิยามตัวเองว่าเป็นคนไทยเป็นพลเมืองของประเทศไทยแน่ๆ มาถึงยุคนี้แล้วคนอีสานส่วนใหญ่ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นลาว แต่มีความรู้สึกในความเป็น “ชาติ” แบบเดียวกับผู้ปกครองไหมอันนี้ไม่แน่” รศ.ดร.บัวพันธ์ พรหมพักพิง” ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสังคม และอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

ในอดีตคนในพื้นที่อีสานไม่ได้ถือว่าตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย แต่กลับมีสำนึกว่าตนเป็นคนของฝั่งทางเวียงจันทน์ จนกระทั่งการปฎิรูปการปกครองครั้งใหญ่ในสมัยราชกาลที่ 5 ทำให้มีการผนวกเอาดินแดนอีสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐไทย นอกจากในแง่ของเขตแดนแล้วยังมีกระบวนการพลวัตมากมายที่ทำให้ภาคอีสานถูกผนวก เป็นส่วนหนึ่งกับรัฐไทยอย่างแนบแน่นดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน อีสานเรคคอร์ดมีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ รศ.ดร บัวพันธ์ พรหมพักพิงอาจารย์ประจำภาคสาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์กระบวนการผนวกรวมอีสานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ รัฐไทย และบทบาททางการเมืองของคนในภูมิภาคอีสาน

IR: ก่อนที่อีสานจะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย คนในแถบอีสานมีความสัมพันธ์กับรัฐไทยหรือรัฐอื่นอย่างไร

ก่อน ที่จะเกิดรัฐชาติสมัยใหม่ขึ้น (Modern Nation State) รัฐจะมีลักษณะเป็นนครรัฐ ลักษณะของอำนาจคือกลุ่มที่อยู่นอกศูนย์กลางอำนาจก็พยายามจะรักษาความ สัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางอำนาจต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลายศูนย์อย่างเช่นที่ สยาม พม่า หรือที่เวียดนาม วิธีรักษาความสัมพันธ์ก็คือเจ้าเมืองเล็ก ๆ ต่าง ๆ จะต้องส่งเครื่องบรรณาการให้กับทุกศูนย์อำนาจใหญ่ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการถูกกวาดต้อนจากศูนย์อำนาจใหญ่นั้น ๆ พื้นที่ในแถบอีสานในสมัยนั้นจะไม่ค่อยมีคนอาศัยอยู่ ผู้คนจะอาศัยอยู่ทางฝั่งลาวเป็นส่วนใหญ่ คนในฝั่งลาวเองก็ส่งเครื่องบรรณาการให้ทั้งพม่า เวียดนาม หรือ สยามเองเพื่อจะรักษาดุลอำนาจนั้นไว้ แต่การส่งขึ้นบรรณาการไม่ได้หมายความว่าจะนับตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับ ศูนย์อำนาจนั้น ๆ อีสานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในราชสำนักของ เวียงจันทน์ ผู้นำในเวียงจันทน์ส่วนหนึ่งคือกลุ่มของพระวอ พระวอก็พาผู้คนหนีจากเวียงจันทน์ข้ามมาอยู่ฝั่งอีสาน จากนั้นทางเวียงจันทน์จึงส่งคนมาปราบกลุ่มพระวอพระตา กลุ่มพระวอพระตาจึงหนีมาอยู่ที่ดอนมดแดงซึ่งก็คือจังหวัดอุบลราชธานีใน ปัจจุบัน ทางกลุ่มคนเหล่านี้จึงไปขอความช่วยเหลือเป็นกำลังคุ้มกันกับพระเจ้า กรุงธนบุรีเพื่อป้องกันไม่ให้ทางเวียงจันทน์มาตีกวาดต้อนคนกลับไป นับจากนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการที่สยามแผ่อิทธิพลเข้ามาในบริเวณอีสาน แต่ว่าก่อนหน้านั้นคนอีสานในกลุ่มนี้เขาก็ไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง ของรัฐสยาม แต่หากถามว่าเป็นส่วนหนึ่งของเวียงจันทน์ไหมก็บอกยาก เพราะเวียงจันทน์เองก็แบ่งออกไปหลากหลายส่วนด้วยกัน ถ้าพูดถึงการนิยามตนเองคนอีสานเขาก็ยังถือว่าตัวเองว่าเป็นคนของทาง เวียงจันทน์มากกว่า ย้อนเมื่อไม่นานไปในระยะแค่ 70 – 80 ปีที่ผ่านมาคนในหลายพื้นที่ของอีสานเองก็ยังหลงเหลือสำนึกที่ว่าตนเองเป็น ส่วนหนึ่งของเวียงจันทน์อยู่เลย ในสมัยผมเด็ก ๆ รูปที่แขวนอยู่ที่วัดยังเป็นรูปของกษัตริย์ของลาว เพลงที่นิยมร้องก็ยังเป็นเพลงมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติลาว อยู่ จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งก็คือช่วงรอยต่อกรุงธนบุรี มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีสงครามครั้งใหญ่ระหว่างสยามและเวียงจันทน์ และมีการกวาดต้อนคนข้ามแม่น้ำฝั่งน้ำโขงเข้ามา ทำให้ในอีสานเริ่มมีประชากรที่หนาแน่นขึ้น จนเกิดเมืองต่าง ๆ ขึ้นมามากมายแล้วเมืองเหล่านั้นส่วนใหญ่ส่งเครื่องบรรณาการขึ้นตรงกับสยาม รัฐไทยเองเพิ่งจะมีการนิยามอาณาเขตที่แน่นอนในช่วงราชกาลที่ 4-5 ถึงแม้คนอีสานจะถูกโดยเส้นแบ่งอาณาเขตให้อยู่กับสยาม สำหรับคนอีสานเองสำนึกที่ว่าตนเป็นคนของลาวหรือเป็นไพร่ของกลุ่มผู้มี อิทธิพลทางเวียงจันทน์ สำนึกเหล่านี้ก็ยังมีอยู่

IR: รัฐไทยเริ่มรวมศูนย์ผนวกเอาอีสานเป็นส่วนหนึ่งในช่วงใดและกระบวนการเปลี่ยนผ่านเป็นอย่างไร

ใน แง่ของดินแดน การผนวกอีสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม เริ่มในตอนที่จักรวรรดินิยมอังกฤษกับฝรั่งเศสเข้ามา โดยเฉพาะในช่วงราชกาลที่ 5 สิ่งที่สยามทำก็คือการอ้างความชอบธรรมเหนือดินแดนในแถบอีสาน จนมีข้อพิพาทกับทางฝรั่งเศสกว่าจะได้เป็นเขตแดนทางอีสานในปัจจุบัน แต่การบูรณาการคนอีสานเข้ากับสยามที่มีผลมากที่สุด คือหลังมีจัดการศึกษารูปแบบใหม่ซึ่งมีเป็นการศึกษาแบบที่มีลักษณะเป็น หลักสูตร โดยเริ่มจากมีพระไปเรียนหลักสูตรเหล่านี้ที่ส่วนกลาง แล้วนำมาขยายในท้องถิ่น ตอนแรกพระเป็นคนสอนหนังสือ เป็นการเอาเรื่องการเปลี่ยนอุดมการณ์ไปใส่ไว้ในประเพณีศาสนา มีการบรรจุเนื้อหาประวัติศาสตร์ของ “ไทย” เช่น สุโขทัยไปจนถึงอยุธยา แต่ไม่มีประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น การใช้ภาษาไทยภาคกลางเป็นสื่อในการสอน ในปัจจุบันกลับมีความพยายามส่งเสริมให้มีการเรียนประวัติท้องถิ่นในโรงเรียน ของรัฐ ด้วยเป็นห่วงว่าประวัติศาสตร์เหล่านี้จะเลือนลางและหายไปในที่สุด

ยัง มีกระบวนการณ์ผนวกอีสานเข้ากับสยามที่เพิ่มเข้ามาตอนหลัง คือการบูรณาการเศรษฐกิจอีสานเข้าไปเป็นส่วนเดียวกับเศรษฐกิจส่วนกลางหรือ เป็นส่วนเดียวกับเศรษฐกิจโลก การบูรณาการเข้าไปเป็นเศรษฐกิจเดียวกับเศรษฐกิจชาติมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือ พ.ศ. 2398 ตอนนั้นสยามได้ไปทำสนธิสัญญาเบาริงกับประเทศอังกฤษ การทำสนธิสัญญาเบาริงเท่ากับเป็นการทำลายการผูกขาดการค้าขายของราชสำนัก ทำให้อังกฤษสามารถเข้ามาค้าขาย ซื้อข้าว หรืออยากซื้ออะไรก็ซื้อได้อย่างสะดวก คนไทยก็ขยายการผลิตสินค้าส่งออกไปมากขึ้น ผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก แล้วผลพวงดังกล่าวก็ขยายเข้ามาในอีสาน จุดที่ขยายมากที่สุดคือพื้นที่บริเวณทางรถไฟ คือ สมัยก่อนภาคอีสานจะมีภูเขากั้นอยู่กับภาคกลางทำให้การส่งสินค้าเป็นไปได้ ลำบาก การสร้างเส้นทางคมนาคมในสมัยก่อนมีเป้าหมายหลักอยู่สองอย่าง คือ ด้านความมั่นคง ทำให้รัฐสามารถเข้ามาดูแลส่งกำลังทหารมาได้ แต่หน้าที่สำคัญอีกอย่างก็คือมันผนึกเอาเศรษฐกิจอีสานเข้าไปสู่เศรษฐกิจส่วน กลาง การสร้างเส้นทางคมนาคมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการสร้างถนนมิตรภาพ ถนนมิตรภาพถูกสร้างเพื่อเป็นถนนทางยุทธศาสตร์ที่จะนำทหารจากส่วนกลางขึ้นมา เพื่อจะป้องกันการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แพร่กระจายอยู่ในภาคอีสาน แต่ผลที่ตามจากการสร้างถนนมิตรภาพกลับส่งผลทางเศรษฐกิจมาก หลังจากสร้างถนนมิตรภาพเสร็จ ก็มีการสร้าง “feeding road” หรือถนนแยกจำแนกแยกย่อยเข้าไปที่ต่าง ๆ ตามมา เริ่มแรกก็ใช้เพื่อเข้าไปปราบคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ถนนเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชุมชนเล็ก ๆ ในอีสานถูกผนวกเข้าไปกับระบบเศรษฐกิจใหญ่ กระบวนการอันนี้ทำให้อีสานไม่ใช่เพียงถูกผนวกเข้าไปส่วนหนึ่งของรัฐแต่เป็น ส่วนหนึ่งของตลาดโลก ผมคิดว่าอันนี้มีผลต่อความคิดวิธีคิดของคนมาก

IR: กลุ่มคนในอีสานที่เคยลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐมาตลอด อย่างเช่น กบฏผีบุญ กลุ่มคนเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างไร

เรื่อง การก่อกบฏของชาวนาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปไม่ใช่เฉพาะภาคอีสาน ทางภาคเหนือก็มีกบฏเงี้ยว แล้วมันก็เกิดขึ้นทั่วโลกพร้อมช่วงที่รัฐชาติสมัยใหม่ก่อตัวขึ้น การบังคับเอาแรงงานเอาส่วนเกินจากชาวนา มันก็จะเกิดการต่อต้านเป็นเรื่องธรรมดา “กบฏผีบุญ” หรือ กบฏผู้มีบุญ เองก็ถือได้ว่าเป็นกบฎชาวนา โดยจะใช้อุดมการณ์ในการต่อสู้อยู่สองส่วน ส่วนแรกคือการที่เชื่อว่าเวียงจันทน์จะกลับมารุ่งเรือง ส่วนที่สองคือการกับมาเกิดของผู้มีบุญหรือ reincarnation ของคนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป โดยรวมคือใช้ความเชื่อที่ว่าต้องการจะกลับไปรวมกับความรุ่งเรืองในอดีตเพื่อ ที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งจะแตกต่างจากการต่อสู้ในยุคของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่ต้องการจะสร้างระบอบการปกครองอีกแบบหนึ่งซึ่งเชื่อเรื่องความเท่าเทียม เรื่องการกระจายทรัพยากรที่เท่าเทียมกัน ในความคิดของผมสิ่งหนึ่งที่ พคท. ในภาคอีสานทำไม่ได้คือ พคท. เองก็ไม่สามารถจัดตั้งทางด้านอุดมการณ์ได้อย่างครอบคลุม คือการจัดตั้งให้เห็นถึงการการกดขี่ของรัฐมันไม่มีเสมอกัน จะไปเข้มข้นในกลุ่มชาติพันธุ์พวกเช่น ภูไท ส่วย คนกลุ่มนี้เป็นคนที่อยู่ห่างไกลออกจากศูนย์กลางอำนาจก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบ จากรัฐมาโดยตลอด คนกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะมีชาวบ้านไปเข้าร่วมจนกระทั่งผู้นำที่เข้ารวมกับ พคท. ถูกฝึกในเรื่องอุดมการณ์ ส่วนกลุ่มที่อยู่ใกล้ทางคมนาคมหรืออยู่ในเมืองจะไม่ค่อยมีชาวบ้านที่เข้า ร่วมกับ พคท. ถ้าจะมีก็เป็นนักศึกษาที่อยู่ในเมือง และในยุคของการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาชนเพื่อต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็จะต่างออกไปคือจะไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน อุดมการณ์ทางการเมืองในที่นี้หมายถึงความต้องการจะเข้าไปเปลี่ยนระบบการ ปกครอง โดยหลัก ๆ นปช. ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือต้องการแชร์อำนาจเท่านั้น

IR: ปัจจุบันคนอีสานมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐไทยมากน้อยแค่ไหน มีความเหมือนและแตกต่างกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบันอย่างไร

คน อีสานในสมัยนี้นิยามตัวเองว่าเป็นคนไทยเป็นพลเมืองของประเทศไทยแน่ ๆ มาถึงยุคนี้แล้วคนอีสานส่วนใหญ่ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นลาว แต่มีความรู้สึกในความเป็น “ชาติ” แบบเดียวกับผู้ปกครองไหม อันนี้ไม่แน่ ที่เห็นชัดอยู่ตอนนี้คือว่า “ไม่ใช่” เขารู้สึกว่าเค้าไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของผู้ปกครอง เขาถือว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ถ้าจะถามมันเหมือนภาคใต้ไหมก็คงตอบว่าไม่เหมือนกัน ลักษณะทางชาติพันธ์ ศาสนา รวมไปถึงภาษาของคนอีสานกับสยามนั้นไม่ต่างกันมากนัก คนในภาคใต้มีลักษณะดังกล่าวที่ต่างออกไป ผมไม่ได้บอกว่าศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งความรุนแรง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการต่อต้านรัฐ เขามองว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ แต่รัฐใช้ศาสนามาเป็นข้อกีดกัน มันมีสมัยหนึ่งที่รัฐไทยพยายามให้คนใต้เปลี่ยนศาสนาด้วยซ้ำไป คือภาคใต้จะมีเงื่อนไขที่ต่างออกไป ศาสนาเองก็ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หลักในการปกครองของไทยก็ไม่ยอมรับความแตกต่างอันนี้ พูดง่าย ๆ คือรัฐไทยบอกว่าเรามีสิทธิเสรีภาพ แต่พอลงไปในระดับชุมชนมันไม่เป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะคนที่ถืออำนาจเป็นคนที่ไม่เข้าใจศาสนาและวัฒนธรรมของเขา ฉะนั้นข้อเรียกร้องของคนภาคใต้ก็ต่างออกไป ข้อเรียกร้องมันไปถึงขั้นที่จะขอความมีอิสระในระดับหนึ่งที่จะปกครองตนเอง ข้อเสนอแบบนี้มันเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐไหม ถ้ารัฐยอมรับเรื่องความหลากหลายนะ คิดว่ามันไม่เป็นอันตรายอะไรเลยเขาก็ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบเดียวกัน ในความเห็นส่วนตัวของผมนะ

IR: วาทกรรม โง่ จน เจ็บแสดงให้เห็นความเข้าใจเกี่ยวกับคนอีสานของคนพื้นที่อื่นว่าอย่างไร

คำ ว่า “โง่ จน เจ็บ” เป็น วาทกรรรมที่มีอยู่เดิมอยู่แล้วแต่มันกลับมาเด่นชัดตอกย้ำอีกทีในช่วงการ ต่อสู้ทางการเมืองที่คนชนชั้นล่างจะเข้าไปแชร์อำนาจกับคนข้างบน มันไปถึงขั้นที่ว่าคนชั้นล่างมันไม่ฉลาด มันก็เลือกผู้นำมาคอรัปชั่นทำให้บ้านเมืองล่มจม ดังนั้นจะปล่อยให้เลือกตั้งไม่ได้ แน่นอนเรื่องเหล่านี้มันไม่ได้เป็นภาพที่ใช้แทนของคนอีสานอีกต่อไป คนอีสานไม่ได้อยากจนแบบดั้งเดิมแล้ว แบบดินแยกแตกระแหงไม่มีจะกินอะไรแบบนี้ ตอนนี้คนอีสานเริ่มประกอบกิจการขนาดเล็ก ๆ เป็นชาวนาก็ไม่ได้ทำนาแบบเดิม การศึกษาก็ไม่ใช่แบบเดิม การเข้าถึงสื่ออะไรก็มีมากขึ้น เรื่องโรคภัยไข้เจ็บการเข้าถึงบริการสาธารณะสุขก็ไม่ได้แตกต่างจากที่อื่น ๆ คำว่า “โง่ จน เจ็บ” ที่ถูกเสนอในตอนนี้มันเป็นวาทกรรมที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับ political action ก็คือการกระทำทางการเมือง ในสมัยก่อนคำว่าโง่จนเจ็บ มันเป็นการวิเคราะห์การพัฒนา ที่มันก็มีส่วนถูกนะ วัฏจักร “โง่ จน เจ็บ”อย่างนี้ โดยมันปรากฏขึ้นมาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ในสมัย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมาเป็นนายก ในแผนฉบับนี้เขาก็เสนอเรื่องการพัฒนาความยากจนโดยเน้นที่พื้นที่ โดยมีวิธีการใส่เรื่องการจ้างงาน การศึกษาอะไรพวกนี้เข้าไป ให้กระทรวงต่าง ๆ มาทำงานร่วมกัน สาธารณะสุขก็ไปสร้างส้วม ไปชั่งน้ำหนักเด็ก ศึกษาธิการไปรณรงค์ให้คนรู้หนังสือ กระทรวงเกษตรก็เอานั้นเอานี้เข้าไป นี่คือโง่จนเจ็บสมัยแรก สมัยนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วเขาไม่ได้ไปหาสร้างส้วม มันถูกใช้มาตอกย้ำคนพวกนี้ว่าไม่ควรเข้ามายุ่งกับเรื่องการเมือง

อนาคตข้าวอีสาน วิถีการทำนาที่เปลี่ยนไป

2560 ธันวาคม 13
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

พฤศจิกายนถือเป็นอันสิ้นสุดฤดูฝนอย่างเป็นทางการและเป็นการเริ่มต้นฤดูหนาวที่เวียนกลับมาอีกหน ข้าวที่ชูช่อสีเหลืองเต็มทุ่งนาเป็นสัญญาณของฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึง ฤดูกาลของความหวังของชาวนา ที่จะได้นำข้าวไปขายแก่โรงสีเพื่อนำเงินกลับมาจุนเจือครอบครัวและเป็นต้นทุนในการทำนาในครั้งต่อไป แต่หลายครั้งชาวนาเองก็ต้องพบกับความผิดหวัง เนื่องด้วยราคาผลผลิตที่ตกต่ำลง โดยข้อมูลราคากลางรับซื้อข้าวหอมมะลิในช่วงเดือนพฤศจิกายนระหว่าง พ.ศ. 2555-2558 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ชี้ให้เห็นว่าราคาข้าวหอมมะลิในช่วงเวลาดังกล่าวลดต่ำลง โดยในปี 2555 ราคาอยู่ที่ 15,386 บาท ปี 2556 ราคาอยู่ที่ 14,984 บาท โดยในสองปีล่าสุดราคาลดลงมาอยู่ที่ 13,367 บาท และ 12,454 บาทในปีล่าสุด

12351257_10205216072348391_976519218_n

การลงแขกทำนาซึ่งเป็นวิถีการทำนาแบบดั้งเดิมที่คนในชุมชนผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยเก็บเกี่ยวข้าวในนาของกันและกัน

การทำนากับการลงทุนที่ไม่คุ้มทุน

หลังจากที่หลายต่อหลายรัฐบาลที่ผ่านมาได้ออกนโยบายต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันราคาข้าวหรือ โครงการจำนำข้าว เพื่อจัดการกับส่วนต่างของราคา ทำให้ราคาข้าวกลับมามีราคาสูงขึ้นทำให้ การทำนาได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ภายหลังจากมีการยกเลิกนโยบายต่างๆที่รัฐเข้ามามีส่วนในการจัดการกับราคาข้าว ทำให้ราคาข้าวต้องกลับไปสู่กลไกลตลาดที่ถูกกำหนดโดยเหล่าผู้ประกอบค้าข้าวเช่นเดิม แต่ต้นทุนปัจจัยการผลิตในการทำนาต่างๆกลับมีราคาที่สูงขึ้น โดยชาวนาในภาคอีสานต้องใช้ค่าใช่จ่ายในการทำนาที่สูงขึ้น เช่น ค่าปุ๋ยเคมีที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าจ้างรถไถ และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว โดยสังคมอีสานในปัจจุบันส่วนใหญ่มีสมาชิกในครอบครัวเพียง1-2 คนเท่านั้นที่ยังคงดำรงอาชีพทำนาอยู่ ทำให้ไม่มีแรงงานในครัวเรือนจึงต้องใช้เงินจ้างแรงงานที่มีราคาสูงขึ้น จากการปรับอัตตาค่าแรงขั้นต่ำ

นาย อุบล อยู่หว้า หนึ่งในชาวนาจากเครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคอีสาน อ.ค้อวัง จ.ยโสธร ให้ข้อมูลกับอีสานเรคคอร์ด ว่า ตอนนี้ราคาข้าวหอมมะลิที่ขายให้โรงสีมีราคาอยู่ที่ 8,000 -9,000 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้วที่ราคาจะอยู่ที่ 13,000 – 15,000 บาทต่อตัน ในขณะที่ต้นทุนในการทำนายังคงมีราคาสูงอยู่เช่นเดิม โดยในการทำนา 1 ไร่ต้องใช่ค่าใช้จ่ายค่าในการจ้างรถไถที่นาสองครั้ง ราคาครั้งละ 250 บาท รวมเป็น 500บาท ค่าเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ 500-750 บาทต่อไร่ หากเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีต้องใช้เงินในการซื้อปุ๋ยเคมีประมาณ 300-500 บาทต่อไร่ ต้นทุนส่วนที่เหลือถูกนำไปใช้ในการจ่ายแรงงานเพื่อดำเนินการกิจกรรมต่างๆอย่างเช่น ดำนา เกี่ยวข้าว ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนแรงงานที่ใช้ โดยการทำนา 1 ไร่จะให้ผลผลิตอยู่ที่ 350-500 กิโลกรัม จากการสำรวจของนาย อุบล ในบริเวณชุมชนของตน การทำนาหนึ่งไร่จะใช้เงินประมาณ 3,500-4,000 บาท โดยคิดเป็นกำไรอยู่ที่ 1,000-2,000 บาทต่อไร่ หรือบางพื้นที่อาจไม่มีกำไรเหลืออยู่เลยหากพื้นที่ดังกล่าวมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานหรือเครื่องจักรจำนวนมาก

“การทำนาในทุกวันนี้เป็นลักษณะของการจัดการมากขึ้น” นายอุบลกล่าว “สถานการณ์ชาวนาในภาคอีสานยังถือว่าดีกว่าทางชาวนาในภาคกลางที่การทำนาในเชิงพาณิชย์ที่ใช้เงินในทุกขั้นตอนซึ่งต่างจากภาคอีสานที่ยังเป็นการผสมกับวิถีดั่งเดิมและพื้นที่ส่วนของภาคอีสานสามารถทำนาได้ปีละครั้งจึงเลือกปลูกพันข้าวมีอายุยืนอย่างเช่นข้าวหอมมะลิและได้ราคาที่ได้ดีกว่า แต่ในส่วนของภาคกลางที่สามารถทำนาได้ปีละหลายครั้งเลือกปลูกข้าวที่อายุสั้นซึ่งราคาจะต่ำกว่า ประกอบกับเป็นการทำนามีลักษณะเป็นอุสาหกรรมที่ใช้การจ้างงานในทุกขึ้นตอนจึงมีตนทุนที่สูงกว่า เมื่อไม่มีการประกันราคาจึงทำให้เกิดภาวะที่ขาดทุนที่สูง”

การกำหนดราคาจากผู้ค้าข้าวและวัฎจักรหนี้สินชาวนา

การกำหนดราคารับซื้อข้าวจะถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้แต่ละแห่งใช้เป็นราคากลางในการรับซื้อข้าวจากชาวนาโดยอ้างอิงจากราคาตลาดโลก ณ ขณะนั้น แต่โรงสีในหลายพื้นที่กลับตั้งราคารับซื้อที่ต่ำลงมาจากราคากลาง นอกจากนั้นชาวนายังถูกหักเงินจากราคาข้าวที่ขายได้เป็นค่าความชื้นและสิ่งเจือปน เกษตรกรชาวนาเองก็ไม่มีความสามารถที่จะเก็บข้าวไว้ขายในช่วงที่ราคาสูงกว่าอย่างในเดือนมีนาคม-เมษายน ได้ เพราะเงินที่ใช้เป็นต้นทุนในการปลูกข้าวส่วนใหญ่มาจาการกู้ยืมจากธนาครหรือจากการกู้ยืมนอกระบบ ชาวนาจึงต้องรีบขายข้าวเพื่อจะนำมาใช้หนี้เพื่อที่จะสามารถกู้เงินครั้งใหม่และนำไปลงทุนในการทำนาครั้งต่อไปได้

อีสานเรคคอร์ดได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของชาวนาที่ ตลาดกลางสินค้าเกษตร จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่รับเก็บรักษา ชั่งน้ำหนัก และตรวจวัดความชื่นของข้าว เพื่อให้ผู้ค้าข้าวรายต่างๆมาประมูลนำข้าวไป โดยเกษตรกรชาวนาหลายคนให้ข้อมูลกับอีสานเรคคอร์ดว่าที่เลือกมาขายที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งนี้เพราะ ถึงแม้จะได้ราคาที่ไม่แตกต่างจากการขายในโรงสีทั่วไป แต่คิดว่าการชั่งน้ำหนักและการตรวจวัดคุณภาพข้าวของที่นี้มีความน่าเชื่อถือกว่า โดยหลายครั้งที่นำข้าวไปขายกับโรงสี ทางโรงสีแต่ละแห่งจะเก็บค่าความชื้นมากน้อยไม่เท่ากัน ทำให้ชาวนาไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนตามน้ำหนักของข้าวที่นำไปขาย

portrait

นาย ภัย ศรีรุ่ง ชาวนา ตำบล พระลับ อำเภอ เมือง จังหวัด ขอนแก่น

นาย ภัย ศรีรุ่ง ชาวนา ตำบล พระลับ อำเภอ เมือง จังหวัด ขอนแก่น ให้ข้อมูลกับอีสานเรคคอร์ดว่า สาเหตุที่ต้องมาตลาดกลางสินค้าเกษตรเนื่องจากหลายครั้งที่เคยนำข้าวไปขายให้กับโรงสีทั่วไป มักจะไม่ได้ราคาเต็มจำนวนตามที่กำหนดไว้ โดยจะถูกหักค่าสิ่งเจือปน หักค่าความชื่น หรือโรงสีบางแห่งก็หักรวบ 10% จากราคาทั้งหมดโดยถือว่าเป็นค่าความชื่น สิ่งเจือปนและค่าใช้จ่ายดำเนินการต่างๆ ตนจึงตัดสินใจที่จะเข้ามาขายข้าวที่นี่ อีกทั้งตนยังอาศัยอยู่ไม่ไกลจากตลาดกลาง แต่ชาวนาหลายรายที่อยู่ห่างไกลออกไปเมื่อคิดคำนวณค่าที่ใช้จ่ายที่จะเดินทางมาแล้วเห็นว่าไม่คุ้มทุนจึงต้องนำข้าวไปขายให้กับทางโรงสี

สถานการณ์ข้าวในปัจจุบันกับวิถีการทำนาในอนาคต

ดร. วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาแห่งประเทศไทย ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ตลาดข้าวในปัจจุบันและอนาคตของชาวนาไทยว่า ข้าวในตลาดปัจจุบันมีราคาที่แกว่งขึ้นลงอยู่มาก โดยข้าวหอมมะลิมีกลุ่มที่นิยมบริโภคข้าวหอมมะลิอยู่แล้ว จึงทำให้ราคาข้าวหอมมะลิแกว่งน้อยกว่าข้าวชนิดอื่น แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาข้าวรวมในตลาดโลกอยู่ โดยในระยะยาวมีแนวโน้มว่าในประเทศต่าง ๆจะผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเองได้มากขึ้น ดังนั้นเมื่อเทียบต้นทุนการผลิตหรืออัตราเงินเฟ้อราคาข้าวจึงมีแนวโน้มที่จะต่ำลง ปัญหาเรื่องข้าวที่ค้างจากโครงการจำนำข้าวเองก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกับราคาข้าว โดยในขณะนี้ข้าวจากโครงการจำนำข้าวที่เหลืออยู่ในสต๊อกมีอยู่ประมาณ 9 ล้านตัน ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับปริมาณข้าวที่ประเทศไทยส่งออกในแต่ละปี ถ้าข้าวจำนวน 9 ล้านตันยังเป็นข้าวที่สามารถนำมาบริโภคได้ ตลาดเชื่อว่ารัฐบาลจะนำออกมาขายซึ่งจะส่งผลกับราคาข้าวโดยตรง

การผลิตข้าวในภาคกลางจะเป็นการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น นั่นคือใช้การจ้างแรงงานและเครื่องจักรจำนวนมาก หากชาวนาในภาคอีสานทำนาในแบบที่ภาครัฐแนะนำคือให้อยู่กับนาตามระยะเวลาที่กำหนด ชาวนาจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นว่าชาวนาในภาคอีสานจะส่งหัวหน้าครอบครัวไปทำงานรับจ้าง การทำนากลายเป็นการทำนาเพื่อเก็บไว้บริโภคเองในครัวเรือนและส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงจะนำออกขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าการทำนาไม่ได้เป็นรายได้หลักของครอบครัวชาวนาในภาคอีสานอีกต่อไป

 

พิษ ‘เศรษฐกิจตกต่ำ’ กระทบหนักภาคส่วนนอกระบบ ‘อีสาน’

2560 พฤศจิกายน 10

ภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำมักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแง่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ ตลาดระดับประเทศ และสถิติของการลงทุนเสมอ แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น ชาวบ้านที่หาเลี้ยงตัวเองในสภาพเศรษฐกิจนอกระบบที่ดูเหมือนกำลังดิ่งเหว กลับรู้สึกถึงแรงกดดันทางการเงินอย่างชัดเจน ณ ตลาด อ. จิระ จังหวัดขอนแก่น พ่อค้าแม่ค้าหลายคนต่างต้องเผชิญกับปัญหาการค้าขายเพื่อที่จะหาเงินรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและเพื่อรักษาธุรกิจเล็กๆ ของตนให้อยู่รอด

โดย โซอี สวาร์ทส และ มาริโกะ พาวเวอร์ส

ตลาด อ. จิระ เป็นตลาดสำคัญอีกแห่งที่ชาวขอนแก่นเข้ามาจับจ่ายซื้อหาสินค้ามานาน หลายทศวรรษ แต่ตอนนี้ ผู้ค้าในตลาดแห่งนี้กลับเล่าว่า ลูกค้ามีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

แสงกระพริบจากไฟนีออนส่องผ่านลูกค้าที่เดินไปมาผ่านตรอกแคบๆ ระหว่างแผงขายของในตลาด อ. จิระ ตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดใน จ.ขอนแก่น ซึ่งมีของขายแทบทุกอย่างตั้งแต่ปลาสด เนื้อสัตว์ พืชผักหลากชนิด ผลไม้หลากหลายประเภท และข้าวสารหลากหลายสายพันธุ์เรียงรายนับไม่ถ้วน ผู้คนที่หนาแน่น และสินค้าที่หลากหลายบอกเป็นนัยว่า ตลาดแห่งนี้กำลังเฟื่องฟู แต่ผู้ค้าหลังแผงสินค้าเหล่านี้ กลับกำลังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนักหน่วง

“ข้าวขายยากขึ้น เพราะลูกค้าซื้อน้อยลง” คุณนวรัตน์ ทับบุญ แม่ค้าข้าวชาวขอนแก่น วัย 72 ปี ซึ่งขายข้าวในตลาดแห่งนี้มานานกว่า 50 ปีกล่าว “ตอนนี้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบไปหมด” เธอกล่าวเสริม พร้อมส่ายหัว หลังรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว เธอต้องพยายามขายมากขึ้นเพื่อให้มีรายได้เท่ากับปีที่แล้ว จากรายได้ที่เคยขายได้ในวันเดียว แต่ตอนนี้เธอต้องใช้เวลาสองวันถึงจะขายได้มากเท่ากัน

ไม่ใช่เพียงคุณนวรัตน์เท่านั้น แรงงานจำนวนมากในประเทศไทย มากกว่า 64% ในปี 2556 หาเลี้ยงตัวเองในภาคธุรกิจนอกระบบ แรงงานที่มีธุรกิจของตนเองเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงพ่อค้าแม่ค้า คนขับตุ๊กตุ๊ก และชาวนาชาวไร่ กลับได้รับผลกระทบจากความผันแปรทางธุรกิจสูงกว่าคนอื่น เพราะพวกเขามักจะไม่มีความคุ้มครองด้านการประกอบอาชีพ และพวกเขากำลังรู้สึกได้ถึงความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

คุณอำไพ เกิดผล วัย 64 ปี เจ้าของร้านรองเท้าและของใช้ทั่วไปในสถานีขนส่งกลางเมืองขอนแก่น ก็เผชิญปัญหาการดำเนินกิจการเช่นเดียวกัน

“ต้องคิดว่าจะจ่ายค่าเช่ายังไง แถมคนก็ไม่ซื้อของมากเหมือนเดิม” เธอกล่าว พร้อมตำหนิปัญหาทางการเมืองว่าเป็นต้นเหตุของเศรษฐกิจประเทศที่ย่ำแย่ “มันมีแต่แย่ลงเรื่อยๆ รัฐบาลเอาแต่สัญญาว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น” คุณอำไพกล่าวเสริม

หลังสอบถามผู้ค้าหลายสิบคนในตลาดจังหวัดขอนแก่น พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้รายงานว่า รายได้ต่อวันของพวกเขา ลดลงมากถึงร้อยละ 50 หลังการรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ดร. พอล คอลเลียร์ ศาตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ประมาณการว่า เมื่อติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ย รัฐประหารทำให้รายได้ของประเทศลดลงถึงร้อยละ 7

อาจเป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่าการใช้อำนาจเผด็จการทหารเป็นเหตุให้รายได้ลดลงโดยตรง แต่คุณปราณี ศรีเคียว วัย 47 ปี ซึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการขายล็อตเตอรี่ตามตลาด สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เธอเสียไปกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันได้ นโยบายใหม่ที่พยายามแก้ปัญหาราคาล็อตเตอรี่ ให้มีราคา 80 บาท ทำให้ผู้ขายมีกำไรลดลงไปถึงจำนวน 4 บาทต่อใบ คุณปราณีเคยขายได้วันละ 500 บาท แต่ตอนนี้ขายได้เพียง 200 กว่าบาทต่อวัน

อ.ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความซับซ้อนมากกว่าผลพวงจากยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทหาร การส่งออกที่ลดลง ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัว และสภาพตลาดระดับโลกต่างโหมกระหน่ำรัฐบาลปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่รัฐประหารเท่านั้นที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง” เขากล่าว “เราไม่เคยมีแผนที่ดีสำหรับรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเลย รัฐบาลแต่ละรัฐบาล ไม่เคยทำอะไรที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจของไทย พวกเขาเอาแต่โทษรัฐบาลชุดก่อนๆ และไม่เคยเรียนรู้จากกันและกัน ตอนนี้เราเห็นแล้วว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความได้เปรียบทางการเมืองเท่านั้น”

ผลจากการขาดการวางแผนทางเศรษฐกิจที่รัดกุมตอนนี้กำลังสะท้อนให้เห็นในภาคธุรกิจที่ไม่เป็นทางการในจังหวัดขอนแก่น คุณนวรัตน์ใช้ชีวิตเรียบง่ายในชุมชนแออัดเลียบทางรถไฟแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น เธอใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ ไม่เปลี่ยนไปมากนักหลังรัฐประหารเกิดขึ้น แต่เธอกลับรู้สึกได้ว่าสถานการณ์ทางการเงินของตนเองกำลังแย่ลง

กว่า 50 ปีที่เธอขายข้าวเหนียวที่ตลาดทุกวันตั้งแต่ตีสามจนถึงเก้าโมงครึ่ง สามารถเก็บออมเงินไว้ได้ประมาณ 2-300,000 บาท แต่เงินที่มี เมื่อเทียบกันคร่าวๆ แล้ว ก็เท่ากับหนี้สินที่ติดตัวเธอ จากการขาดทุน และการกู้ยืมเงินเพื่อเริ่มธุรกิจค้าข้าวใหม่ของเธอและลูกๆ

คุณนวรัตน์ภูมิใจที่สามารถหลุดพ้นจากหนี้สินของครอบครัว ซึ่งครั้งหนึ่งมีมากถึงเกือบหนึ่งล้านบาท แต่เธอก็ยังกลัวว่า เธออาจไม่สามารถเลี้ยงตัวเองและสามีได้เมื่อแก่ชรา แม้จะอายุ 72 ปีแล้ว แต่คุณนวรัตน์วางแผนที่จะทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ได้ แต่เธอรู้ว่า สุดท้ายวันนั้นก็กำลังจะมาถึง “ฉันห่วงว่าเงินที่สะสมไว้จะหมดก่อนฉันตาย” เธอกล่าว

เรื่องราวของเธอเป็นเรื่องที่คุ้นหู สำหรับภาคที่มีหนี้สินสูงอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนี้สินภาคครัวเรือนพุงสูงขึ้นจนอยู่ในระดับ “สูงสุดของภูมิภาค และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีรายได้ในระดับกลางค่อนไปทางสูง” ซึ่งเป็นรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2557

รายได้ครัวเรือนในภาคอีสานต่ำสุดในประเทศไทย ซึ่งทำให้รายได้ที่ลดลงมีผลกระทบอย่างมาก รูปด้านบน: คุณนวรัตน์ ทัพบุญ วัย 72 ปี

รายได้ครัวเรือนในภาคอีสานต่ำสุดในประเทศไทย ซึ่งทำให้รายได้ที่ลดลงมีผลกระทบอย่างมาก รูปด้านบน: คุณนวรัตน์ ทัพบุญ วัย 72 ปี

IR_EconomyStory2คุณนวรัตน์เคยมั่นใจว่า เธอสามารถสร้างกำไรจากทุกอย่างที่เธอซื้อเข้ามา ยกตัวอย่างการหาเงินของเธอ เช่น เมื่อซื้อปลา 100 บาท เธอจะย่างและขายในราคา 140 บาท แต่ตอนนี้ เธอต้องคิดหลายรอบก่อนลงทุน และเลือกที่จะซื้อเฉพาะของที่เธอรู้ว่าเธอจะขายดีเป็นหลัก

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ในสภาวะถดถอยมาเป็นเวลาหลายปี แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2557 โดยกระทรวงการคลังของไทย ได้ลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจลง จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 2.7

ตอนนี้ผู้ค้าหลายรายในตลาดต้องอาศัยเงินเก็บที่มี ซึ่งเป็นพนักพิงสุดท้ายที่เหลืออยู่ คุณอำไพปิดร้านของเธอไปแล้วหนึ่งร้าน และต้องใช้เงินเก็บที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เพื่อรักษาร้านรองเท้าของเธอไว้ “ถ้าพอถึงสิ้นปี ยอดของร้านนี้ยังไม่ดีขึ้น คงต้องปิดอีกเหมือนกัน” เธอกล่าว พร้อมเหลือบมองแถวของร้องเท้าผ้าใบ ร้องเท้าแตะ และชั้นที่อยู่บนผนังร้าน “ยังไม่มีแผนเลยว่าจะไปทำอะไร ถ้าต้องปิดร้านนี้”

คนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกำลังปรับตัวกับรายได้ที่ลดลง ด้วยการตัดรายจ่ายบางส่วน คุณอำไพบอกว่า เธองเลิกซื้อข้าวกินนอกบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และตัดรายจ่ายอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากฐานลูกค้าของร้านค้าย่อยในตลาด อ. จิระ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้การใช้จ่ายที่ลดลง มีผลกระทบต่อยอดขายที่ลดลงตามไปด้วย

จากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเดือนกันยายน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในไทยลดลงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน และเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือนตุลาคม คุณอำไพบอกว่า เธออยากให้ “รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น” แต่ก็มีความหวังเพียงน้อยนิดว่ามันจะเกิดขึ้น

ในเดือนสิงหาคม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเคยเป็นคนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรัฐบาลทักษิณ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจของเผด็จการทหารในการแต่งตั้งสมคิด แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยไม่ยอมรับ แต่ก็พึ่งพานโยบายที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลทหารเคยกล่าวหาว่าเป็นนโยบายประชานิยม

หลังแต่งตั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้าในทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลทหารอนุมัติงบประมาณ 1.36 แสนล้านบาท สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึง การรื้อฟื้นโครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งครั้งหนึ่ง เคยเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในรัฐบาลทักษิณ

แม้ตอนนี้คุณอำไพ ยังคงดำเนินกิจการอยู่ แต่ก็เห็นแววที่ต้องปิดตัวลงในไม่ช้า

แม้ตอนนี้คุณอำไพ ยังคงดำเนินกิจการอยู่ แต่ก็เห็นแววที่ต้องปิดตัวลงในไม่ช้า

เนื่องจากเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยในฐานะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการผลิตยังคงช่วยดึงสถานะของประเทศ ให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนสูงไว้ได้ อย่างไรก็ตามด้วยรายได้ที่ลดลง ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย และหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เกราะความมั่นคงที่ประเทศไทยสะสมมานานกำลังเสื่อมถอยลง

ดร.ฐิติพล กล่าวว่า โดยทั่วไป ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาในการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมโดยสมบูรณ์ เพราะการลงทุนในประเทศยังต้องพึ่งพาแรงงานราคาถูกแต่ขาดทักษะ ซึ่งแรงงานดังกล่าวในประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบต่างมีราคาถูกลงกว่าอย่างมาก ผลที่เกิดขึ้นคือ ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ดร.ฐิติพลยืนยันว่า ไทยต้องให้ “ความสำคัญอย่างจริงจัง” ต่อการปฏิรูปแรงงาน

“เรายังมีความได้เปรียบที่ลาว เวียตนาม และเมียนม่าไม่มี อย่างเช่นโครงสร้างพื้นฐาน” ดร.ฐิติพล อธิบายเพิ่มเติม “เราควรใช้สิ่งเหล่านี้ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจและสร้างแรงงานที่จะเติมให้กับตลาดได้”

แม้จะมีปัญหารุมเร้าทางเศรษฐกิจ ชีวิตของพ่อค้าแม่เค้าและผู้ซื้อที่ตลาดยังคงดำเนินไปเช่นเดิม พ่อค้าแม่ค้ายังคงมาตั้งแผงขายตั้งแต่ตีสาม แม้คุณนวรัตน์ยอมรับว่า สถานการณ์จะไม่สู้ดีนัก แต่เธอก็ยังไม่คิดที่จะปิดแผงขายของลง “มันไม่เกี่ยวกับความสุข” เธอบอก “มันเป็นเรื่องการทำมาหากิน”

สรุปข่าวทรัพยากรอีสานประจำวันที่ 13 ตุลาคม – 30 ตุลาคม 2558

2560 พฤศจิกายน 2
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เลย – 13 ต.ค.58 ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรอบเหมืองทองคำ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เดินทางไปยังศาลจังหวัดเลย เพื่อเข้าสังเกตการณ์การนัดสืบพยานวันแรก คดีที่อัยการและชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดร่วมกันฟ้อง นายปรมินทร์ ป้อมนาค กับพวกรวม 2 คน ในคดีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้าปิดล้อมหมู่บ้าน ทำร้ายชาวบ้าน และจับแกนนำชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเป็นตัวประกัน เพื่อเปิดทางให้มีการขนแร่ออกจากเหมืองทองเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557

1 พ.ย.58 ศาลปกครอง จ.อุดรธานี รับฟ้องคดีที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 17 คน ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 57 ได้แก่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย และกำนัน ต.เขาหลวง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ คำขอที่ 104/2538 ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่แหล่งต้นน้ำและป่าน้ำซึมซับ และขอให้กำหนดเขตพื้นที่ดังกล่าว เป็นแหล่งต้นน้ำและป่าน้ำซึมซับ ห้ามประกอบกิจการใด เว้นแต่สงวนรักษาไว้ให้เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร และเป็นทรัพยากรป่าไม้ของประเทศเพียงประการเดียว

ขอนแก่น – 14 ต.ค.58 ชาวบ้านรอบบริเวณแท่นเผาสำรวจก๊าซปิโตรเลียมของ บริษัท อพิโก้ (โคราช) ใน ต.นามูล-ดูนสาด อ.กระนวน รายงานสุขภาพของชาวบ้าน โดยหลังจากทางบริษัทดำเนินการเผาสำรวจครั้งที่สองนั้นได้สร้างผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ชาวบ้านมีอาการ อ่อนเพลีย ปวดเนื้อปวดตัว มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย แสบจมูก เจ็บคอ ริมฝีปากแห้ง และแสบตา รวมถึงข้อมูลจากทีมเก็บข้อมูล ระบุว่า พบก๊าซมีเทนในระดับ 2 LEL% กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ จากพื้นที่ปกติที่ควรจะมีค่า 0 LEL%

นายวชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หนึ่งในทีมเก็บข้อมูลเปิดเผยว่า หลังจากการเข้าเก็บข้อมูลในพื้นที่ ตนก็รู้สึกผิดปกติคือมีอาการ แสบจมูก มึนงงและผะอืดผะอม จึงตัดสินใจเดินทางไปสถานพยาบาล แพทย์ให้การรักษาด้วยการพ่นยาและให้ออกซิเจน พร้อมวินิจฉัยว่าเป็นผลมาจากการสัมผัสกับสารพิษ

15 ต.ค.58 ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์นามูล-ดูลสาด เดินทางไปศาลปกครองภาค 4 จังหวัดขอนแก่น เพื่อเข้าฟังการไต่สวน หลังจากชาวบ้านยื่นขอให้คุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการเผาทดสอบก๊าซรอบสอง

เหตุการณ์ในวันนั้นชาวบ้านได้ชูป้ายเปล่าที่ไม่มีข้อความ เพื่อแสดงออกถึงการไม่มีสิทธิในการมีส่วนร่วมและแสดงความเห็น เพราะการมาศาลครั้งก่อนได้ชูป้ายที่มีข้อความ “หยุดเผาก๊าซ” แล้วถูกห้ามจากเจ้าหน้าที่ทหาร แต่เจ้าหน้าทหารที่ก็ยังบอกให้ชาวบ้านเก็บป้ายเปล่าเมื่อขบวนเดินมาถึงหน้าศาล

ด้านกลุ่มนักศึกษา ”ดาวดิน” ร่วมกันทำกิจกรรมด้วยการดื่มน้ำจากแหล่งน้ำซึ่งถูกสงสัยว่าอาจมีสิ่งเจือปนอันเป็นผลกระทบจากการขุดเจาะปิโตรเลียม และอ่านคำสาบานตนว่าจะร่วมสู้กับกลุ่มชาวบ้านจนกว่าคนจะเท่ากับคน

2 พ.ย. 58 ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านนามูลดูนสาด เข้าร่วมในรายการสถานีประชาชน ร้องขอผ่านสื่อ เพื่อให้มีการตรวจสุขภาพชาวบ้านนามูล หลังการเผาทดสอบก๊าซรอบที่ 2 หลุมดงมูล 5 เพื่อพิสูจน์ผลกระทบต่อสวนยางอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่มา : Prachatai.com

ชัยภูมิ – 16 ต.ค.58 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การต่อสู้กับ EktaParishad องค์กรภาคประชาชนที่ทำงานเรียกร้องความยุติธรรมโดยใช้วิธีสันติอหิงสาของคานธี จากประเทศอินเดีย โดยใช้พื้นที่บ้านบ่อแก้ว อ.คอนสาร เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการศึกษา

ที่มา : esaanlandreformnews.com

สกลนคร – 21 ต.ค.58 ศาลจังหวัดสกลนคร นัดฟังคำพิษากษา ชาวบ้านจัดระเบียบ ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร โดยศาลนัดจำเลยพร้อมกันรวม 9 ราย จากทั้งหมด 34 ราย ในคดีข้อกล่าวหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติดงชมพูพาน – ดงกะเฌอ ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อนที่ดินทำกิน อาทิ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน เครือข่ายไทบ้านไร้สิทธิสกลนคร ได้เดินทางมาร่วมให้กำลังใจชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี พร้อมรอฟังผลคำพิพากษา

ศาลจังหวัดสกลนคร มีคำพิพากษาให้ชาวบ้าน 6 รายรอลงอาญาและเสียค่าปรับ 15,000-20,000 บาท ส่วนชาวบ้านอีก 3 ราย พิพากษาให้จำคุก 6 ปี 2 ราย และ 5 ปี 1 ราย ไม่รอลงอาญา เบื้องต้นชาวบ้านยอมรับสารภาพเพื่อศาลให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือ 3 ปี และ 2.5 ปีตามลำดับ โดยทั้งหมดได้ประกันตัวออกมาโดยวางหลักทรัพย์รายละ 3.5 แสนบาท เพื่อต่อสู้ชั้นอุทธรณ์

ที่มา : greennewstv.com

อุบลราชธานี – 26 ต.ค.58 เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดอุบลราชธานี พร้อม ฝ่ายปกครองอำเภอโขงเจียม เข้าพูดคุยกับชาวบ้าน หลังจากชาวบ้านนัดชุมชนที่ศาลากลางจังหวัด เนื่องจากคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล มีคำสั่งปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลทั้ง 8 บาน ก่อนถึงกำหนดในวันที่ 16 พ.ย. 58 ทำให้ชาวบ้านปากมูลต้องประกาศยกเลิกชุมนุม

ที่มา : manager.co.th

อุดรธานี – ต.ค. 58 นายสมชัย ไกรครุฑรี ที่ปรึกษาหอการค้าไทย และอดีตประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หอการค้าไทย เปิดเผยว่าจะผลักดันเมกะโปรเจ็กต์ โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง แก้ปัญหาภัยแล้ง เตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมหอการค้าทั่วประเทศในระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2558 ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นเจ้าภาพ พร้อมจะนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อบรรจุไว้ในแผนพัฒนาภาคอีสานอย่างยั่งยืน คาดว่าหากพัฒนาเต็มรูปแบบจะสามารถป้อนน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 30 ล้านไร่

ทั้งนี้ นายสมชัย ได้เปิดเผยด้วยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หอการค้าไทย ครั้งล่าสุดที่จังหวัดเลย ซึ่งมีหอการค้าจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัดเข้าร่วมประชุม มีมติเห็นชอบในการนำผลการศึกษาโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3097 วันที่ 18-21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กรุงเทพ – 13 ต.ค.58 เวทีไต่สวนสาธารณะการละเมิดสิทธิชุมชน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กรณีการขุดลอกริมตลิ่งแม่น้ำน้ำมูล เขตอำเภอราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

ตามโครงการขุดลอกเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งพื้นที่นอกเขตชลประทานเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งหมด 60 โครงการ .เป็นโครงการ “เร่งด่วน” ใช้ “งบกลาง” ของรัฐบาล ในปี 2558-2559 ดำเนินการโดยกรมเจ้าท่า 40 โครงการ และทหารช่าง 20 พื้นที่ ในแม่น้ำมูล ชี เลย และลำสาขาต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบล เลย ร้อยเอ็ด ซึ่งเริ่มมีการขุดลอกในเขตพื้นที่อำเภอราษีไศล ราวเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ข้อสรุปการไต่สวนจากคณะกรรมการสิทธิ ได้แก่

  1. ให้ยุติการทำงานเอาไว้ก่อน เป็นเวลาสั้นๆ เพื่อให้มีกระบวนการทำงานร่วมกัน และหาข้อสรุปในทางวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อดำเนินการพูดคุยแล้วให้ส่งข้อ สรุปมายังคณะอนุกรรมการฯ ด้วย
  2. กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญ และไม่ควรจำกัดอยู่เพียงชาวบ้านที่เป็นเจ้าของตลิ่งบริเวณนั้น เพราะชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากการลำน้ำมูลนั้นมีหลายกลุ่ม
  3. กรรมการสิทธิฯ จะทำหนังสือถึงนายอำเภอให้ตั้งคณะทำงาน โดยให้แต่ละฝ่ายเข้ามาร่วม
  4. 4. กรรมการสิทธิฯ ทำหนังสือสรุปถึงกรมเจ้าท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอราษีไศล
  5. กรรมการสิทธิฯ เป็นผู้ประสานนักวิชาการที่มีความรู้ด้านนี้จะติดต่อเข้าร่วมหารือ

อย่างไรก็ตาม ตลอดเดือนตุลาคมที่ผ่านมากรมเจ้าท่ายังคงดำเนินการขุดลอกต่อ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ ถูกเรียก “ปรับทัศนคติ” ไม่ให้เคลื่อนไหวคัดค้าน

ที่มา : Facebook Page นักสืบสายกลุ่มสื่อเสียงคนอีสาน

ชีวิตอีสาน – สมคิด สิงสง: “ทักษิณขายชาติ ลีกวนยูเป็นคนซื้อ”

2560 พฤศจิกายน 1
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ท่ามกลางดงป่าพุ่มไม้สีเขียว สมคิด สิงสง นั่งอยู่หน้าบ้านดินหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่ห่างออกมาจากหมู่บ้านที่เfขาอาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่น เขาไว้เคราดูเหมือนกับผู้นำนักปฏิวัติชาวเวียดนาม สมคิดเล่าให้ฟังถึงวันที่เขาถูกหมายหัวกำจัดทิ้ง “พวกนั้นมากันตอนเช้าตรู่ มีเฮลิคอปเตอร์เปิดไฟส่องบินอยู่เหนือหมู่บ้าน เขาต้องการจะฆ่าผม” สมคิดเล่าอย่างสงบ

จากชีวิตวัยเด็กในภาคอีสานทุรกันดารไปสู่ชีวิตนักศึกษานักเคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ และการต่อสู้ติดกำลังร่วมกับคอมมิวนิสต์เป็นเวลา 6 ปี ปัจจุบันสมคิด ในวัย 65 ปี กำลังดำเนินโครงการพัฒนาเขียวที่บ้านเกิดของตนเองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทว่าชีวิตของเขาจะยังคงเกี่ยวเนื่องกับช่วงเวลาอันโกลาหลทศวรรษพ.ศ. 2514 ตลอดไป

การเติบโตมาในภาคอีสานอันทุรกันดารทำให้สมคิดแตกต่างไปจากนักศึกษานักเคลื่อนไหวยุค 2514 ซึ่งส่วนใหญ่นักศึกษาเหล่านี้ต่างเป็นคนชนชั้นกลางอาศัยอยู่เมืองใหญ่ การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยเองก็ทำให้สมคิดแตกต่างไปจากชาวบ้านอีสานที่ทิ้งผืนนาข้าวของตนเองไปต่อสู้ร่วมกับคอมมิวนิสต์ในช่วงนั้นเช่นกัน

นักเขียนเจ้าของผลงานมากมายและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมนักเขียนอีสาน สมคิดได้ตีพิมพ์นวนิยาย เรื่องสั้นและบทกวีหลากลายเรื่อง งานเขียนส่วนใหญ่ของเขาถือเป็นวรรณกรรมประเภทที่เรียกกันว่า วรรณกรรมเพื่อชีวิต ซึ่งมีเนื้อหาออกไปแนวเชิงประท้วงอย่างชัดเจน

DSC03142

เด็กชายอีสาน สมคิด สิงสง เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกรุงเทพฯ จากนั้นก็สนใจการเคลื่อนไหวทางสังคมของนักศึกษาและได้หนีเข้าป่าเพื่อเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์เป็นเวลา 6 ปี ปัจจุบันสมคิดในวัย 65 ปี เป็นผู้นำการดำเนินโครงการพัฒนาเขียวที่บ้านเกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาที่ยังคงเป็นที่รู้จักคือถ้อยคำเนื้อเพลงที่กลายเป็นบทเพลงแห่งการเคลื่อนไหวด้านการเมืองในยุค 2514 สมคิดเขียนเนื้อเพลง “คนกับควาย” ร่วมกับ วิสา คัญทัพ เพื่อนนักศึกษานักกิจกรรม บทเพลงดังกล่าวขับร้องโดยวงคาราวาน วงดนตรีเพื่อชีวิตที่เติบโตจากเวทีประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในยุค 2514

“14 ตุลาทุกปี ผมจะจัดงานที่บ้านเพื่อระลึกถึงการประท้วง” สมคิดกล่าว “เราเล่นเพลง ‘คนกับควาย’ เพราะช่วยให้คนเข้าใจสังคม แล้วก็เพลงนี้ปัจจุบันก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์”

ชีวิตวัยเด็กในหมู่บ้านปละการศึกษาในเมือง

เกิดในครอบครัวชาวนาปลูกข้าว เมื่อยังเป็นเด็ก สมคิดอาศัยอยู่ที่บ้านซับแดงในจังหวัดขอนแก่น ช่วงต้นศตวรรษ 2510 เขาได้เดินทางติดตามญาติคนหนึ่งเข้ามายังส่วนกลางประเทศเพื่อเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมในเขตฝั่งธนบุรีติดแม่น้ำเจ้าพระยา พลเอกสฤษดิ์ ธนรัชต์ เผด็จการทหารที่ยึดอำนาจในพ.ศ. 2501 ได้ดื่มสุราอย่างหนักจนคร่าชีวิตของเขา สมคิดเล่าความทรงจำต่อเหตุการณ์ในช่วงนั้น

สมคิดเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมแห่งเดียวกันกับบุคคลที่ซึ่งได้รับบทบาทอันมีนัยยะสำคัญต่อแวดวงการเมืองไทยในหลายทศวรรษต่อมาและเป็นบุคคลที่ปูทางให้มีการก่อรัฐประหารอีกครั้ง “สุเทพ เทือกสุบรรณ เรียนปีเดียวกันกับผม ตอนนั้นเราก็เป็นเพื่อนกัน” สมคิดเล่า “หลังจากเรียนมัธยมจบ สุเทพสอบเข้าธรรมศาสตร์ไม่ได้ แต่ผมกลับสอบได้อันดับสอง” สมคิดกล่าวพร้อมรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย

สมคิดได้รับทุนจากสภาการศึกษาแห่งชาติ เขาเข้าเรียนสาขาที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน นั่นคือสาขาวารสารศาสตร์และการสื่อสารมวล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในพ.ศ. 2512 สมคิดได้รับทุนการศึกษาจำนวน 1,500 บาทต่อปี เขานำมาใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนและใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ประจำวันในกรุงเทพฯ ได้อย่างสบาย

ตลอดช่วงทศวรรษ 2514 รัฐบาลเผด็จการยังคงยึดครองอำนาจการปกครองและสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาทั้งในด้านเศรษฐกิจและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ภาคีสานเป็นพื้นที่รองรับเจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันจำนวนหมื่นกว่าคนที่เข้าประจำการเพื่อสนับสนุนสงครามตัวแทนของสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม ขณะเดียวกันรัฐบาลสหรัฐฟฯ เองก็ได้มอบความช่วยเหลือทางด้านการเงินและการพัฒนาแก่ประเทศไทยอย่างมากมายเพื่อเป็นการตอบแทน

นำการเคลื่อนไหวทางสังคมมาสู่ชนบท

ปลายทศวรรษ 2514 การขัดขืนต่อการปกครองโดยทหารระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยได้ดำเนินมาถึงจุดแตกหัก ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองอันร้อนระอุที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมคิดก็เริ่มเข้าใจและมีแนวความเชื่อด้านการเมืองของตนเองมากขึ้น และนักศึกษาจากอีสานปากกล้าคนนี้ก็ได้กลายมาเป็นแกนนำเหล่านักศึกษานักกิจกรรม

“ผมรู้สึกว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอิสระ แต่เป็นอาณานิคมของอเมริกา” สมคิดพูด พลางอธิบายถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของนักศึกษาตั้งแต่แรกเริ่ม “เรามักจะคุยกันเกี่ยวกับการมีอิสรภาพเสรีภาพและการยุติความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย” เขากล่าว

วันที่ 14 ตุลาคม 2514 การลุกฮือของนักศึกษาได้ทำให้รัฐบาลทหารพ้นจากอำนาจและมีการปกครองประชาธิปไตยในประเทศเป็นเวลาสามปี ภายหลังชัยชนะอันเหนือความคาดหมาย สมคิดตัดสินใจหยุดเรียนและเดินทางออกจากเมืองหลวงกลับไปยังบ้านเกิดของตนเองในชนบท

สมคิดกล่าวว่าเขารู้สึกอึดอัดกับทัศนคติของคนกรุงเทพฯ “ผมมีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างสังคมในฝันที่หมู่บ้านบ้านเกิดของผม” เขาเล่า พร้อมกล่าวเสริมว่ารัฐให้การสนับสนุนประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชนบทค่อนข้างน้อยเกินไป สมคิดเริ่มจัดการโครงการพัฒนาต่างๆ ที่หมู่บ้านของตนเองและมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเข้าร่วมกับคณะกรรมการส่วนกลางของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

“ตอนนั้นชาวบ้านในชนบทมองนักศึกษาเป็นวีรบุรุษ” สมคิดเล่าย้อนความหลัง “ผมก็เลยเดินทางไปทั่วแล้วก็ปราศัยอธิบายเกี่ยวกับการเมืองให้ชาวบ้านฟัง” แต่การต่อต้านนักศึกษาและการพัฒนาความเจริญก็กำลังเพิ่มขึ้น “เจ้าหน้าที่รัฐไม่ชอบผม เขาเรียกผมว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ คนทรยศชาติ แล้วก็คอมมิวนิสต์” เขากล่าวพลางแสยะยิ้ม

ก้าวเข้าสู่อ้อมแขนคอมมิวนิสต์

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เผด็จการทหารได้ครอบครองอำนาจอีกครั้งพร้อมกับเข้าปราบปรามมวลชนนักศึกษาและผู้ประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างโหดเหี้ยม ข่าวคราวเหตุการณ์การสังหารหมู่นักศึกษาและผู้ประท้วงได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านของสมคิด 2-3 วันหลังจากนั้น กองกำลังของรัฐและรัฐสภาต่างไล่ล่ากำจัดพวกคอมมิวนิสต์และกลุ่มคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “ศัตรูของรัฐ” และไม่นานพวกเขาก็ได้เข้าล้อมพื้นที่เป้าหมาย สมคิด ในวัย 26 ปี ต้องหนีออกจากหมู่บ้านโดยไม่มีทางเลือก เขาซ่อนตัวอยู่ในบ้านทาวน์เฮ้าส์ของเพื่อนคนหนึ่งจนกระทั่งมีสายลับคอมมิวนิสต์ที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่เสนอพาเขาไปยังฐานที่มั่นที่ป่าดงมูลทางตอนเหนือจังหวัดกาฬสินธุ์

สมคิดกล่าวว่าก่อนหน้านั้นตัวเขาเองไม่เคยติดต่อกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งประกาศสงครามกองกำลังสู้กับรัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในพ.ศ. 2517 “ตอนนั้น พคท. มีสายลับทั่วอีสานเลย แล้วผมก็มารู้ทีหลังว่าพวกเขาเฝ้ามองดูผมมาตั้งแต่เมื่อตอนผมย้ายกลับมาจากกรุงเทพฯ แล้ว” เขาเล่า

ทันทีทันใดหลังจากการฆ่าล้างผลาญเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พคท. ได้ชักชวนกลุ่มคนที่แข็งขืนต่อนโยบายรัฐให้เข้าร่วมการต่อสู้ปฏิวัติติดกำลัง โดยทางพรรคกล่าวว่ากลุ่มอำนาจในกรุงเทพฯ และรัฐบาลอเมริกันเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆ่าประชาชน มีนักศึกษา นักวิชาการซ้ายจัดและแกนนำเกษตรกรและแรงงาน ประมาณ 3,000 คนตัดสินใจเข้าร่วมการร้องเชิญและหนีเข้าป่าเพื่อเข้าร่วมกระบวนการ พคท.

แต่ก็เป็นเรื่องที่สนใจหากมองว่าการไล่ล่าคอมมิวนิสต์จากฝ่ายรัฐเฉกเช่นการไล่ล่าแม่มดต่างหากที่เป็นฝ่ายผลักดันให้สมคิดเข้าสู่อ้อมแขนของนักสู้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ตัวเขาเองไม่เคยเข้าร่วมคอมมิวนิสต์มาก่อน แต่เคยเป็นเพียงผู้ที่เชื่อมั่นในการปฏิวัติสังคมนิยม ความแตกต่างบางๆ ที่ดูเหมือนว่าจะลบเลือนหายไปจากความทรงจำของคนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบัน เมื่อเดินทางมาถึงฐานที่มั่น พคท. สมคิดได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และการได้มีส่วนร่วมกับพรรคสังคมนิยมทำให้สมาชิก พคท. นับถือเขาเสมือนเป็นสมาชิกอาวุโสอีกคนหนึ่ง “พวกเขาค่อนข้างเคารพผม แต่ผมก็ยังถือว่าเป็นแค่เด็กคนนึงไง” สมคิดกล่าว

ภายหลังที่คณะผู้นำ พคท. ได้ชักชวนให้สมคิดเข้าร่วมการประชุมผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งสำคัญที่ประเทศลาว เขาได้ร่วมเดินเท้าเป็นระยะหว่ากว่าสัปดาห์เพื่อไปยังฝั่งชายแดนไทย-ลาว จากนั้นสมคิดได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ไปเมืองไชแขวงอุดมไซย “มีแต่ความหรูหราเต็มไปหมด” สมคิดกล่าว “มีคนรับใช้ มีซิการ์ให้สูบฟรี แล้วก็มีไวน์จากยุโรปแช่เต็มตู้เย็น” เขาเล่าเสริม

สมคิดรู้สึกภูมิใจที่ได้พบปะกับคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ระดับสูง เช่น อุดม ศรีสุวรรณ นักทฤษฎีคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ และ พยอม จุลานนท์ นายทหารไทยที่หลบหนีออกนอกประเทศ (แต่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ก็พลิกแพลงหักมุม นั่นคือ บุตรชายของพยอม จุลานนท์ ได้รับมอบหมายให้นำปฏิบัติการทางทหารต่อสู้กับนักรบคอมมิวนิสต์ และได้รับเลือกแต่งตั้งเป็นรักษาการณ์นายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหารพ.ศ. 2549)

ปฏิวัติล้มเหลวและการหาภารกิจใหม่

สมคิดพบว่าการต่อสู้ด่วยอาวุธไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นและไม่นานหลังจากนั้นเขาก็รู้สึกว่าการทำงานร่วมกับ พคท. ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป สมคิดไม่พอใจโครงสร้างลำดับชั้นของพรรคและไม่เห็นด้วยที่พรรคเป็นพันธมิตรกับจีนและมีการปรับใช้อุดมการณ์ของเหมา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้พรรคแยกตัวออกมาจากการเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์อื่นๆ ในเอเชียอาคเนย์

เมื่อนโยบายต่างประเทศของจีนพลิกผันในปลายทศวรรษ 2514 และระบอบการปกครองของจีนได้เปลี่ยนมาเป็นมิตรกับรัฐบาลไทย พคท. จึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากจีนเฉกเช่นที่เคยให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อกิจกรรมต่างๆ อีกต่อไป ไม่นานหลังจากนั้น ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ระหว่างแกนนำพรรคและนักศึกษานักกิจกรรมก็ได้ทำให้นักศึกษาแยกตัวออกมาจากการเคลื่อนไหวของ พคท. และทะยอยออกจากป่ากลับมาเมือง

นักศึกษาที่ละทิ้งการต่อสู้ปฏิวัติส่วนใหญ่ต่างรู้สึกเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ แต่สมคิดที่ตัดสินใจเดินทางกลับมายังหมู่บ้านของตนเองกลับมีความหวังที่จะสานต่องานเก่าที่เขาหยุดทิ้งไป สมคิดเริ่มโครงการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง และก่อตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นที่บ้านซับแดง “พคท. ล่มสลาย แต่สำหรับผมแล้ว ทุกอย่างมันเพิ่งเริ่มขึ้น” สมคิดกล่าว

สมคิดยอมรับว่าประสบการณ์การปฏิวัติคอมมิวนิสต์ที่สะดุดลงและการปกครองประเทศโดยทหารกลับมาอีกครั้งในทศวรรษ 2523 ได้ส่งผลต่อนักนิยมฝ่ายซ้ายคนยุคเดียวกันกับสมคิด หลังจากที่ทิ้งปืนทิ้งป่ากลับเข้ามาในเมือง หลายคนตกอยู่ในสภาวะช็อกต่อสถานการณ์ทางการเมือง ขณะเดียวกันหลายปีต่อมาบางคนก็ปรากฎตัวอีกครั้งในภาพของนักพัฒนาสังคมที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งในประเทศและดูมีอนาคตไกล พวกเขาเหล่านี้ดูเหมือนจะหันหลังให้กับองค์กรการเมืองต่างๆ และมักแสดงทัศนคติตรงข้ามระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน

ภายหลังจากการที่สมคิดทำให้ภูมิภาคอีสานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของชีวิตตนเองอีกครั้ง เขาก็เริ่มถอยตัวเองจากเรื่องการเมืองและได้เปลี่ยนมาสนใจประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ระหว่างนั้น ความผิดหวังต่อระบบการเมืองก็ค่อยๆ ได้คลืบคลานเข้ามาในชีวิตของเขา

สมคิดรู้สึกสนุกกับการเมืองแบบเลือกตั้งเพียงระยะเวลาสั้นๆ ครั้งสุดท้ายในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ก็แพ้พ่ายไป “ผมไม่มีเงินเอาไปแจกจ่ายให้ใคร คนที่มีเงินเยอะก็ซื้อสิทธิ์ซื้อเสียงได้หมด” เขาเล่า “แต่ถ้ามองอีกทางหนึ่ง ก็ถือเป็นเรื่องดีนะ เพราะถ้าผมได้รับเลือกไปอยู่ในสภา ผมอาจจะกลายเป็นคนไม่ดีก็ได้”

DSC03136

ถนนดินลูกรังทางไปศูนย์โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมของสมคิด ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากบ้านซับแดง จ.ขอนแก่นประมาณสองสามกิโลเมตร

เย้ยหยันการเมือง สานต่องานเคลื่อนไหว

รถมอเตอร์ไซค์เสียงดังก้องกระหึ่มที่ขับตามถนนดินลูกรังตรงมายังศูนย์โครงการพัฒนาของสมคิด ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทุ่งนาสองฟากฝั่งไกลออกมาจากบ้านซับแดง พอขับมาถึงศูนย์ ลูกชายของสมคิดก็ลงจากรถมอเตอร์ไชค์ เขาวางถุงเบียร์และน้ำแข็งลง แล้วก็หายตัวเข้าไปหลังบ้านดินเพื่อจัดเตรียมอาหารมื้อเที่ยง ลูกชายอายุสามสิบต้นๆ คนนี้คือคนที่คอยดูแลสมคิด ผู้เป็นพ่อ ซึ่งไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มมีสุขภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าอดีตนักเคลื่อนไหวอย่างสมคิดแทบจะไม่มีศรัทธาต่อพัฒนาการทางการเมืองของไทยแม้แต่นิดเดียว “ถ้าให้ผมมองดูอนาคตของประเทศนี้แล้วล่ะก็ สิ่งที่ผมเห็นมีแต่ความมืดมน”เขากล่าว “ลองมองดูรอบตัวคุณซิ มีแสงสว่างสักที่ไหม”

สมคิดดูถูกการเมืองในประเทศ และขณะที่เขาเองก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารเมื่อปีกลาย เขาเรียกรัฐบาลทหารชุดนี้ว่า”ก็ดีกว่าไม่ทำะไรเลย”

การเมืองไทยมักเป็นพื้นที่ให้กับ”คนที่ต้องการผลประโยชน์และอำนาจ” สมคิดกล่าว แต่คอร์รัปชั่นและการถือพวกพ้องบานปลายขึ้นเมื่อทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามามีบทบาท

“ทักษิณขายชาติ ลีกวนยูเป็นคนซื้อ” สมคิดพูด ขณะกล่าวอ้างถึงข้อตกลงข้อพิพาทระหว่างครอบครัวชินวัตรและหุ้นเทมาเส็กที่สิงคโปร์เป็นเจ้าของในพ.ศ.2549

ครอบครัวชินวัตรขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป บริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ของตัวเองให้กับรัฐบาลสิงคโปร์ ทำให้เกิดการคัดค้านอย่างรุนแรงในสังคมต่อประเด็นการละเว้นภาษีที่ไม่เป็นธรรมของครอบครัวที่ค่อนข้างมีอำนาจในประเทศ ทักษิณถูกกล่าวหาว่า “ขาย” สมบัติของชาติ ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการขายหุ้นดังกล่าวผลักดันให้มีการประท้วงต่อต้านทักษิณมากขึ้นอันนำมาสู่การรัฐประหารในพ.ศ. 2549

สมคิดเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับวาระทางการเมืองล่าสุดของอดีตนักศึกษานักเคลื่อนไหวรุ่นเดียวกันในยุค 2514 “พวกฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงคิดว่าจะทำให้ทักษิณทำลายระบบทุนนิยมและสถาบันได้จริง” เขากล่าว อ้างถึงแกนนำเสื้อแดงหลัก 2 คน

“ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นนักสังคมนิยมแล้วก็ไม่เห็นด้วยกับสถาบันกษัตริย์” เขาพูด “แต่ผมก็เรียนรู้ว่าไม่มีกษัตริย์คนไหนในโลกที่ตรากตรำทำงานอย่างหนักเหมือนในหลวงของเรา” สมคิดค้นพบความรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยผ่านความสนใจด้านการอนุรักษ์สิ่งเเวดล้อม อันเป็นภารกิจที่สถาบันกษัตริย์ไทยได้สนับสนุนมาโดยตลอด สมคิดกล่าวขณะที่ลูกชายกำลังเดินกลับมาหลังจากหายเข้าครัวไปทำอาหาร เมื่อวางจานผัดกะเพรางูเห่าลงไม่นาน เหล่ามดแดงที่หิวโหยก็รีบพากันเดินเป็นขบวนมาที่จานอาหารเมนูพิเศษนี้

แต่ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง ประวัติศาสตร์เองก็ได้เล่นตลกกับเพื่อนคนรุ่นเดียวกันกับสมคิดหลายคน ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นแกนนำกลุ่มฝ่ายก้าวหน้าที่ปลุกระดมให้มีการปฏิวัติประเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ วันนี้หลายคนอาจจะแทบไม่มีวิสัยทัศน์ทางการเมืองอีกต่อไป และเช่นเดียวกับผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองหลายคนได้สังเกตอดีตนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวในปัจจุบันดูเหมือนจะกำลังสนับสนุนกลุ่มคนที่พยายามแช่แข็งประเทศ

ในทัศนะของสมคิด สิ่งที่เกิดขึ้น “แตกต่างไปจากเดิม” และเขาเองก็ได้ข้ามผ่านการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตมาแล้ว “ปัญหาสำคัญของโลกทุกวันนี้คือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม” สมคิดกล่าว “ปัญหาด้านการเมืองเป็นปัญหาขนาดเล็กหากเปรียบเทียบกับปัญหาของโลก”

ขณะที่สมคิดหยิบมดแดงตัวเล็กตัวน้อยออกจากจานผัดกะเพรางูเห่า คนงานก่อสร้างก็เดินออกมาจากด้านหลังสวนที่เต็มไปด้วยพุ่มต้นไม้สีเขียวเข้มและเอาใบเสร็จมาให้สมคิด

ถัดจากบ้านดิน สมคิดกำลังก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ และอดีตนักศึกษานักเคลื่อนไหววัย 65 ปีผู้นี้ก็คิดวางแผนที่จะทำโครงการใหม่ที่เน้นเกษตรปลอดสารเคมี สมคิดปฏิญาณตนที่จะต่อสู้กับอิทธิพลธุรกิจการเกษตรโลกที่ส่งผลร้ายต่อเกษตรกรไทย

“เกษตรกรกำลังฆ่าตัวเองตายอย่างช้าๆ ผ่านการใช้ปุ๋ยเคมีในไร่นาของตนเอง”สมคิดพูด “สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีตอนนี้คือ การปฏิวัติเขียวครั้งใหม่”

สัมภาษณ์: เพลงลูกทุ่ง – เสียงของการประท้วงทางการเมืองและการฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน

2560 ตุลาคม 30
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ในหนังสือเล่มเยี่ยมเล่มใหม่ เจมส์ ลีโอนาร์ด มิตเชลล์ (James Leonard Mitchell) ได้ตามรอยวิวัฒนาการเพลงไทยแนวลูกทุ่ง ที่มีต้นกำเนิดจากชนชั้นกรรมมาชีพจนกลายเป็นแนวเพลงที่ได้รับความนิยมที่สุดของไทย อีสาน เรคอร์ดได้พูดคุยกับผู้เขียนว่าเพลงลูกทุ่งได้จุดประกายการฟื้นฟูอัตลักษณ์และวัฒนธรรมลาวอีสานในประเทศไทยจากยุค 2530 เป็นต้นมาอย่างไรบ้าง และเพลงลูกทุ่งเองได้มามีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นเพลงที่ถูกนำมาใช้ระหว่างการประท้วงท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองแบ่งสีแบ่งฝ่ายในประเทศได้อย่างไร

IR: คุณมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่งได้อย่างไร
หนังสือเล่มนี้อิงตามวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผม แต่เนื้อหามันต่างกันมาก ก่อนที่สำนักพิมพ์ซิลค์วอร์มจะยอมตีพิมพ์ สำนักพิมพ์ด้านมานุษยวิทยาดนตรีที่มีชื่อเสียงหลายสำนักต่างพาปฏิเสธที่จะตีพิมพ์ เพราะหนังสือเล่มนี้เขียนถึงศาสตร์หลายแขนงเกินไปสำหรับพวกเขา มีประเด็นด้านการเมือง ประเด็นด้านประวัติศาสตร์ แถมยังมีแค่บทเดียวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับมานุษยวิทยาดนตรี ซึ่งบางทีพวกเขามองว่า มันยังมี “น้ำหนัก” ไม่มากพอ

ตอนทำหนังสือ ผมได้ร่วมงานกับปีเตอร์ ดูแลน (Peter Doolan) ซึ่งเป็นเจ้าของบล็อกเรียกว่า มนต์รักเพลงไทย และปีเตอร์ แกร์ริตี (Peter Garrity) ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้เพลงลูกทุ่ง หนังสือเล่มนี้คงมาไม่ได้ถึงขนาดนี้ ถ้าไม่มีพวกเขา นอกจากนั้น นิค นอสติตซ์เองก็เอาถ่ายภาพสองสามรูปให้ใช้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย แล้วก็มีอีกหลายรูปที่เขาให้ผมใช้ประกอบบทความเกี่ยวกับการใช้เพลงเพื่อการประท้วงของทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง

เจมส์ มิตเชลล์ ถ่ายคู่กับผ่องศรี วรนุช นักร้องลูกทุ่งหญิงชื่อดังในยุค 2500 – 2510 ผลงานผ่องศรีเป็นที่รู้จักในแนวเพลงแบบเพลงแก้

เจมส์ มิตเชลล์ ถ่ายคู่กับผ่องศรี วรนุช นักร้องลูกทุ่งหญิงชื่อดังในยุค 2500 – 2510 ผลงานผ่องศรีเป็นที่รู้จักในแนวเพลงแบบเพลงแก้

IR: เพลงลูกทุ่งเป็นที่รู้จักในต่างประเทศหรือเปล่า และถือว่าเป็นความสนใจในเชิงวิชาการหรือไม่

งานด้านเพลงลูกทุ่งยังไม่ได้รับความสนใจจนเป็นกระแสหลักในแวดวงวิชาการเท่าไรนัก และผมก็หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้บ้างสักนิด คือเพลงลูกทุ่งกำลังกลายเป็นแนวเพลงที่มีคนรู้จักมากขึ้น และมีคนที่ชื่นชอบเพลงลูกทุ่งในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีคนจากเยอรมัน ออสเตรเลีย อเมริกา และที่อื่นๆที่เป็นแฟนเพลงไทยมากกว่าที่จะเป็นนักวิชาการด้านดนตรีประเภทนี้ ติดต่อเข้ามา ผ่านเว็บไซต์ของผม ที่ชื่อ Thai Music Inventory

IR: แล้วคุณเริ่มสนใจในเพลงลูกทุ่งได้อย่างไร แล้วการเข้าไปในโลกของเพลงลูกทุ่งมีความยากง่ายอย่างไร

จริงๆ ก็เพราะภรรยาของผม ผมเจอเธอที่ขอนแก่นในพ.ศ. 2545 หลังจากที่เราแต่งงานกันและย้ายมาอยู่ที่นี่ ผมเริ่มทำงานที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านคณบดีเฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี ที่เป็นคนทำให้ผมเริ่มมีความเกี่ยวข้องกับเพลงลูกทุ่ง เขาให้หนังสือเก่าหลายเล่ม แล้วก็บทความต่างๆ หลายชิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเช่น เพลงนอกศตวรรษ ของเอนก นาวิกมูล

ตอนแรกก็ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะทำให้คนมาคุยกับผม ผมลองไปทั่วกรุงเทพเลย ไปสร้างเครือข่าย ผมพยายามถามบริษัทค่ายเพลงใหญ่ๆ ให้แนะนำนักร้องให้ผม แต่ไม่มีใครสนใจ คงเป็นเรื่องการควบคุมศิลปินและเพลงของพวกเขา ดูเหมือนพวกเขาจะไม่อยากให้อะไรถ้าพวกเขาไม่ได้ประโยชน์ และสำหรับงานด้านวิชาการ พวกเขาก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไรน่ะสิ

แต่พอผมได้คุยเรื่องนี้กับเพื่อนคนหนึ่ง อาจารย์เจนวิทย์ พิกัป ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาพูดขึ้นมาทันทีว่า “อ๋อ ผมรู้จักศิลปินลูกทุ่งชื่อดังมากคนหนึ่ง” เขาพาผมไปเจอคุณสรเพชร ภิญโญทันที แล้วคุณสรเพชรก็ได้มาเป็นกรณีศึกษาหลักในหนังสือของผม และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมด

4.5 job joy at veteethai p112

นักร้องลูกทุ่งหมอลำคู่ จ๊อบและจอย ถือพวงมาลัยที่แฟนเพลงมอบให้ระหว่างการแสดง ระหว่างการแสดงนักร้องลูกทุ่งต้องพร้อมรับพวงมาลัยเสมอและต้องถือพวงมาลัยเหล่านี้ไว้ให้นานที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญในการปฎิสัมพันธ์ระหว่างนักร้องและแฟนเพลงลูกทุ่ง ซึ่งเจมส์ มิตเชลล์เขียนไว้ในหนังสือของเขา ภาพโดยปีเตอร์ แกร์ริตี

IR: ในหนังสือ คุณเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักร้องลูกทุ่งกับแฟนเพลงว่าเป็นภาพสะท้อนของสังคมไทย

นอกจากงานแสดงที่ได้เงินสนับสนุนทางโทรทัศน์และสถานีวิทยุ ศิลปินลูกทุ่งจะไปเปิดการแสดงตามงานศพ งานแต่งงาน และงานฉลองต่างๆ ด้วย เวลาแสดงคอนเสิร์ต แฟนเพลงลูกทุ่งตัวยงก็จะมาอยู่แถวหน้าเวที และส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักของนักร้อง มีรูปหนึ่งที่ผมชอบมาก แต่ไม่ได้อยู่ในหนังสือ เป็นรูปนักร้องชื่อดังสองคน จ๊อบกับจอยกำลังยื่นเค้กวันเกิดให้ปีเตอร์ แกร์ริตี ทั้งสองซื้อเค้กเป็นของขวัญให้กับเขาในงานคอนเสิร์ต คุณคงคิดว่ามันควรจะเป็นอีกฝ่ายมากกว่าที่ให้ ความสัมพันธ์ระหว่างกันแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับวงการเพลงลูกทุ่ง แต่คุณคงไม่ได้เห็นความสัมพันธ์แบบนี้ในแวดงวงเพลงป๊อปไทยอย่างแน่นอน เพราะศิลปินส่วนใหญ่จะห่างเหินจากแฟนเพลงมากกว่า

IR: คุณให้เหตุผลว่าเพลงลูกทุ่งเป็นตัวผลักดันหลักในการฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานในไทย ช่วยอธิบายว่าคุณหมายถึงอะไร

ใช่ และผมหมายถึงแค่ฟื้นฟูเท่านั้น เพราะผมคิดถึงตอนที่วัฒนธรรมอีสานค่อนข้างเฟื่องฟู แต่รัฐบาลสมัยต่อๆ มา คือย้อนไปถึงยุค 2500 ที่ปราบปรามวัฒนธรรมอีสาน เช่น กีดกันไม่ให้มีการใช้ภาษาอีสาน ทั้งในรูปแบบการพูดและการเขียน

ธรรมชาติด้านการพูดจาของวัฒนธรรมอีสานไม่ได้เพียงเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของอุตสาหกรรมเพลงลูกทุ่ง แต่เป็นความสำเร็จของอุตสาหกรรมความบันเทิงทั้งระบบ ตอนนี้มีศิลปินอีสานอยู่ในทุกที่จริงๆ อย่างนักแสดงตลกทั้งหมดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต่างเริ่มจากการแสดงบนเวทีลูกทุ่งทั้งสิ้น เพลงลูกทุ่งสร้างพื้นที่นี้สำหรับคนอีสาน ทำให้สามารถเข้าไปสู่อาชีพในอุตสาหกรรมบันเทิง

Puu Yai Lii

ปกของแผ่นเสียง “ผู้ใหญ่ลี” โดยศักดิ์ศรี ศรีอักษร ( 2504) หนึ่งในเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ในไทย และมีเพลงที่แตกออกไปหรือนำมาทำใหม่อีกหลายครั้ง เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการแสดงหมอลำในจังหวัดอุบลราชธานี เนื้อหาเกี่ยวกับต้นแบบของระบบราชการในท้องถิ่นอีสาน ซึ่งไม่คุ้นเคยกับภาษาไทยกลาง และมักจะสับสนกับคำสั่งต่างๆ ของรัฐบาล

IR: คุณเริ่มสังเกตว่าวัฒนธรรมอีสานมีอิทธิพลต่อเพลงลูกทุ่งตั้งแต่เมื่อไหร่

เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นยุค 2490 ยุคของเบนจามิน และศักดิ์ศรี ศรีอักษร ศักดิ์ศรีเป็นดาวเด่นในไนท์คลับเพราะเพลง ผู้ใหญ่ลี ของเธอ ซึ่งเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว ในช่วงยุค 2490 และ 2500 ศิลปินเหล่านี้ยังไม่ได้แสดงอัตลักษณ์อีสานมากนัก แต่จากช่วงต้นยุค 2510 เป็นต้นมา แนวเพลงลูกทุ่งอีสานหรือลูกทุ่งหมอลำถึงได้เริ่มพัฒนา ในช่วงปี 2524-25 เป็นช่วงที่เพลงลูกทุ่งเริ่มได้รับความนิยมอย่างมาก

การพัฒนานี้อาจมีความเชื่อมโยงกับคนอีสานจำนวนมากที่ย้ายถิ่นฐานไปยังภาคกลางของประเทศไทยเพื่อหางานทำ จนมันไปถึงจุดที่ผู้ฟังชาวอีสานกลายเป็นกลุ่มผู้ฟังที่สำคัญที่สุดในกรุงเทพ และแน่นอน วงคอนเสิร์ตเพลงลูกทุ่งต่างๆ ก็เดินสายไปแสดงทั่วประเทศ มันอาจเกี่ยวโยงไปถึงแรงงานอีสานหลายคนที่ไปทำงานต่างประเทศ แล้วก็เริ่มกลับเข้าประเทศ ซึ่งหมายความลำดับฐานะทางสังคม รวมถึงฐานะทางการเงินของพวกเขาดีขึ้น พวกเขาเริ่มมีเงินมากขึ้นที่จะไปซื้อหาแผ่นเสียงและไปดูคอนเสิร์ต ซึ่งนั่นเริ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 2520

IR: ลูกทุ่งเคยเป็นเพลงของชนชั้นกรรมมาชีพ แล้วลูกทุ่งเลื่อนฐานะกลายเป็นเพลงกระแสหลักของไทยได้อย่างไร

การเคลื่อนของเพลงลูกทุ่งจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่และถูกยกระดับสถานะขึ้นมาหลังพ.ศ. 2519 และได้รับแรงเสริมจริงๆ จากความโด่งดังของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ดาวจรัสฟ้าในช่วงพ.ศ. 2520

3.3 Magazine cover Soraphet and Nut p81

ปกนิตยสารเจ้าพระยา พฤศิกายน 2525 เป็นรูปนักร้อง-นักแต่งเพลง สรเพชร ภิญโญ และนักร้องลูกทุ่งขวัญใจ น้องนุช ดวงชีวัน ชื่องานเพลงชุดนี้คือ “หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ”

เรื่องแปลกก็คือ ตามที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ น้องนุช ดวงชีวัน คู่เพลงของสรเพชร ภิญโญ จริงๆ แล้วเธอเป็นนักร้องลูกทุ่งดาวเด่นกว่าพุ่มพวงเสียอีก คือในช่วงสองหรือสามปีแรกของทศวรรษ 2520 แต่พอถึงปี 2527 พุ่มพวงก็กลายเป็นดาวเด่นของวงการเพลงลูกทุ่ง จนกระทั่งเธอเสียชีวิตในพ.ศ. 2535 พุ่มพวงจะเพิ่มการเต้นไปตามจังหวะ แล้วเสียงของเธอช่างทรงพลังและมีเสน่ห์ขณะแสดงบนเวที ก่อนหน้านั้นนักร้องลูกทุ่งหญิงส่วนใหญ่จะดูหวานเรียบร้อย พุ่มพวงยังเป็นคนแรกที่รวมเอาเพลงลูกทุ่งเข้ากับเพลงป๊อปไทยด้วย

ในช่วงพ.ศ. 2532 และ 2534 เพลงลูกทุ่งได้เริ่มอยู่ในพระอุปถัมภ์ เริ่มจากงานฉลอง “50 ปี เพลงลูกทุ่ง” และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเข้ามามีส่วนร่วมในการอุปถัมภ์วงการลูกทุ่ง พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เนื้อร้องเพลง “ส้มตำ” ซึ่งเป็นบทเพลงอธิบายการทำส้มตำ แล้วพุ่มพวงก็เป็นคนร้องเพลงนี้ซึ่งเป็นอีกเพลงที่โด่งดังมาก

IR: คุณเขียนว่าภาพของเพลงลูกทุ่งที่เรามักมองเสมอว่าเป็นเพลงที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิด ทำไมคุณถึงเขียนว่าอย่างนั้นล่ะ

เครก เอ. ล็อกเคิร์ท (Craig A. Lockert) เขียนหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งชื่อ Dance of Life: Popular Music and Politics in Southeast Asia ซึ่งเกี่ยวกับการใช้เพลงในทางการเมืองทั่วทั้งภูมิภาคนี้ เขาสรุปว่าเพลงลูกทุ่งจะถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองไม่ได้ เพราะลักษณะการใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือยของศิลปินและกับดักทางธุรกิจของเพลงลูกทุ่งสมัยใหม่ อย่างเช่น นักเต้นหางเครื่องเอย ชุดเครื่องแต่งกายสวยๆ หรือการมีลิขสิทธิเนื้อร้อง เป็นต้น แต่พอผมเห็นนักร้องลูกทุ่งแสดงบนเวทีการประท้วงของเสื้อแดง ผมเลยเข้าใจอย่างชัดเจนเลยว่าการแสดงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงจริงๆ

IR: หมายความว่าลูกทุ่งมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านเวทีประท้วงของเสื้อแดงหรือไม่

ไม่นะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพลงลูกทุ่งถูกนำมาส่งสารทางการเมือง ในยุคทศวรรษ 2490 ก่อนที่แนวเพลงนี้จะเรียกกันว่าเพลงลูกทุ่ง ก่อนั้นเขาเรียกันว่า เพลงชีวิต คืออย่าสับสนกับเพลงเพื่อชีวิตนะครับ เพลงชีวิตเป็นแนวเพลงรุ่นแรกๆ ของเพลงลูกทุ่ง เพลงชีวิตต่างๆ จะร้องด้วยสำเนียงพื้นบ้านชนบท มีเนื้อหาเกี่ยวชนบท แล้วเนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองล้วนๆ มากจนที่แบบว่าคนเขียนเนื้อเพลงชีวิตพวกนี้ถูกจับเข้าคุกหรือถูกข่มขู่คุกคามเลยทีเดียว

ในช่วงทศวรรษ 2510 เพลงเพื่อชีวิตครองตลาดเพลงชองการประท้วง แต่จากสิ่งที่ผมค้นพบ ก็คือในช่วงเวลาเดียวกันนี้เพลงลูกทุ่งก็ถูกนำมาใช้เพื่อการประท้วงเช่นกัน อย่างเช่น กบฎคอมมิวนิสต์ก็นำเพลงลูกท้องมาใช้ในกระบวนการ

ดังนั้น เพลงลูกทุ่งจึงเป็นเพลงที่เกี่ยวกับการเมืองมาตลอด แต่ก็ถูกปิดกั้นอย่างหนักหน่วงเช่นกัน เพลงลูกทุ่งเป็นเพลงของชนชั้นกรรมาชีพและเป็นเพลงของคนจน แต่จนกระทั้งมีการประท้วงของฝ่ายเสื้อแดง ที่ชนชั้นกรรมาชีพสามารถวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มอำมาตย์ต่อสาธารณะได้จริงๆ

นักร้องลูกทุ่งเสื้อแดงพร้อมคณะหางเครื่องคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่ เดือนพฤศจิกายน 2552 ภาพโดย นิค นอสติตซ์ ©2009, Nick Nostitz/Agentur Focus

IR: มีแค่เสื้อแดงเท่านั้นหรือที่ใช้เพลงลูกทุ่งในการประท้วง หรือว่าเสื้อเหลืองเองใช้ด้วย

ตอนที่เสื้อเหลืองแล้วก็กลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาใช้เพลงลูกทุ่ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับเพลงจริงๆ เลย พวกเขาใช้เพลงลูกทุ่งเพียงเพราะว่าเพลงลูกทุ่งได้รับความนิยม แล้วก็เพราะว่าเป็นเพลงที่สนุกสนานเหมาะสำหรับงานเลี้ยงปาร์ตี้ ซึ่งเพลงลูกทุ่งของคนเสื้อเหลืองทั้งหมดจึงเป็นเพลงแนวแสดงความรักชาติ หรือไม่ก็เพลงแนวสนุกสนานเฮฮา

คนเสื้อแดงสามารถใช้เพลงลูกทุ่งได้อาจเพราะจุดประสงค์หลักของแนวเพลง คือเป็นเพลงที่โศกเศร้าอาลัยอาวร ยกตัวอย่างเช่น คนเสื้อแดงเขียนเพลงต่างๆ เกี่ยวกับทักษิณ แล้วก็เกี่ยวการที่ไม่มีทักษิณในประเทศอีกต่อไป แล้วคือรูปแบบเนื้อหาประมาณว่ามีอะไรขาดหายไป จริงๆ แล้วก็คือความเป็นเพลงลูกทุ่งน่ะสิ แต่ก็ไม่ใช่แค่เพลงที่เกี่ยวกับทักษิณเท่านั้นนะครับ แล้วก็ยังมีเพลงแนวโศกเศร้าอาลัยอาวรที่มีต่อคนเสื้อแดงที่ถูกฆ่าระหว่างการประท้วง หรือเนื้อหาเพลงเกี่ยวกับสังคมที่ขาดประชาธิปไตย ไม่มีเคยมีเพลงทำนองนี้ในหมู่คนเสื้อเหลือง ตอนที่ฝ่ายเสื้อเหลืองใช้เพลงลูกทุ่ง นักร้องที่มาร้องแสดงไม่ใช่นักร้องลูกทุ่งมืออาชีพ แต่เป็นนักร้องเพลงป๊อปไทย หรือนักร้องลูกกรุงเสียมากกว่า มันให้ความรู้สึกค่อนข้างปลอมไม่แท้จริง

IR: ถ้าให้การเมืองเป็นเหมือนธรรมชาติของเพลงลูกทุ่งหลายๆ เพลง หลังการรัฐประหารเมื่อปีที่แล้วภาพเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

มีการแสดงเพลงลูกทุ่งน้อยลงหลังรัฐประหาร อย่างน้อยก็ในช่วงประกาศกฎอัยการศึก ผมคิดว่าคงยากที่จัดคอนเสิร์ตตอนกลางคืน แต่ผู้มีอำนาจเองก็ฉวยใช้คอนเสิร์ตเพลงลูกทุ่งเป็น “รางวัล” ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม หรือใช้เพลงลูกทุ่งเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ

ตอนนี้ไม่มีเพลงที่เกี่ยวกับการเมืองถูกนำเสนอออกมาเลยในไทย ผมแปลกใจมากว่าคณะผู้ยึดอำนาจค่อนข้างประสบความสำเร็จในการกดขี่บังคับการแสดงออกทางการเมืองในประเทศ ตอนนี้ศิลปินการเมืองทั้งหมดค่อนข้างกลัว เพลงเกี่ยวกับการเมืองตอนนี้ถูกปล่อยออกมาจากต่างประเทศเท่านั้น อย่างเช่น เพลงของวงไฟเย็น วงไฟเย็นสร้างผลงานเพลงออกมาตลอดเวลา และเพลงบางเพลงก็เป็นเพลงแนวลูกทุ่ง

IR: คุณมีแผนสำหรับหนังสือเล่มใหม่หรือเปล่า

งานวิจัยส่วนมากของผมตอนนี้จะเกี่ยวกับเพลงไทยเก่าๆ รูปแบบแผ่นเสียง สปีด 78 แล้วผมก็วางแผนที่จะตีพิมพ์รายชื่อแผ่นเสียงเพลงไทย สปีด 78 ทั้งหมด ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมได้แผ่นเสียงพวกนี้มาจากนักสะสมหลายคน โดยเฉพาะห้องซื้อขายบนอินเตอร์เนต คือแวดวงนักสะสมแผ่นเสียงไทยก็ยังมีชีวิตชีวาอยู่ แต่ในส่วนของนักสะสมแผ่นเสียงแบบสปีด 78 เป็นกลุ่มค่อนข้างเล็กและก็รู้ลึกจริงๆ

ผมก็วางแผนที่จะเขียนบทความเพิ่ม ผมอยากเขียนเกี่ยวกับวงไฟเย็น ผมไม่ได้เขียนเรื่องของพวกเขาในหนังสือ แล้วผมเองก็รู้จักเพลงประท้วงใหม่ๆ ที่ผมไม่เคยฟังมาก่อนอยู่เรื่อย ผมวางแผนที่จะเขียนบทความเกี่ยวกับสายัณ สัญญาไว้ด้วย คริสต์ เบเกอร์ เคยกล่าวไว้ค่อนข้างถูกว่า หนังสือของผมเล่มนี้ขาดดาวเด่นบางคนไป อย่างเช่น สายัณ สัญญา อาจเป็นเพราะดาวเด่นที่หายไปไม่ได้เป็นคนอีสาน คือท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้ก็นำเสนอไว้สามมุม ได้แก่ เพลงลูกทุ่ง วัฒนธรรมอีสานและการเมือง โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนเสื้อแดง แน่นอนว่าในอนาคต อาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหนังสือครั้งที่สอง หรืออาจจะเป็นหนังสือเล่มใหม่อีกเล่มที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของเพลงลูกทุ่งที่คนทั่วไปอ่านเข้าใจได้

________________________________________________________________________

Luk_Thung_CoverLuk Thung: The Culture and Politics of Thailand’s Most Popular Music
โดย เจมส์ ลีโอนาร์ด มิตเชลล์ (James Leonard Mitchell)
ตีพิมพ์เดือนกันยายน 2558 จำนวน 214 หน้า Silkworm Books ราคา 625 บาท

เจมส์ ลีโอนาร์ด มิตเชลล์ จบการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแมคไคว์รี่ (Macquarie University) ในพ.ศ. 2555 ขณะนี้เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นนักวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัยโมนาช (Monash University) ประเทศออสเตรเลีย

 

 

 

 

พบชาวบ้านนามูล-ดูลสาด ได้รับผลกระทบสุขภาพหลังมีการเผาสำรวจก๊าซในพื้นที่

2560 ตุลาคม 19
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ตำบลนามูล-ดูลสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น – ในวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมาพบชาวบ้านรอบบริเวณแท่นเผาสำรวจก๊าซปิโตรเลียมของบริษัท อพิโก้(โคราช) มีผลกระทบทางสุขภาพหลังจากทางบริษัทดำเนินการเผาสำรวจครั้งที่สอง ข้อมูลที่ได้จากทีมเก็บข้อมูลออกมาว่าพบก๊าซมีเทนอยู่ที่ 2 LEL%  ซึ่งในพื้นที่ปกติควรจะมีค่าอยู่ที่ 0 LEL%

GasStory_1

ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านนามูล-ดูลสาดซึ่งตั้งอยู่ห่างจากบริเวณขุดเจาะปิโตรเลียมของทางบริษัทเพียง 1.3กิโลเมตร มีอาการ อ่อนเพลีย ปวดเนื้อปวดตัว มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย แสบจมูก เจ็บคอ ริมฝีปากแห้ง และแสบตา หลังจากมีการเผาสำรวจก๊าซปิโตรเลียม โดยก่อนหน้านี้ทางกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนามูล-ดูลสาดได้เข้ายื่นหนังสื่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ผู้ว่าราชการขอนแก่น สถานทูตประจำสหรัฐอเมริกา(บริษัทแอลแอลซีซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ อพิโก้(โคราช) เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกา)ให้ตรวจสอบการเผาสำรวจก๊าซปิโตรเลียมครั้งที่2 เหตุเพราะการเผาสำรวจไม่ถูกต้องขั้นตอนเพราะในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของทางบริษัทไม่เคยแจ้งว่าจะทำการเผาทดสอบ ครั้งที่2 และล่าสุดศาลปกครองจังหวัดขอนแก่นได้ไต่สวนคำขอกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษากรณีฉุกเฉิน

ทีมเก็บข้อมูลที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เข้าไปเก็บข้อมูลในวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา   พบชาวบ้านหลายคนเริ่มมีผลกระทบทางสุภาพอย่างเช่นอาการ อ่อนเพลีย ปวดเนื้อปวดตัว มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย แสบจมูก เจ็บคอ ริมฝีปากแห้ง และแสบตา นอกจากนั้นทีมเก็บข้อมูลยังได้ใช้เครื่องมือใช้เครื่องมือวัดค่า พบว่าในพื้นที่มีค่าก๊าซมีเทนค่อนข้างสูงกระจายไปทั่วพื้นที่  ซึ่งก๊าซดังกล่าวปกติแล้วจะพบเฉพาะในจุดที่มีการย่อยสลายสิ่งปฏิกูลเช่นกองขยะเท่านั้น โดยก๊าซมีเทนเป็นก๊าซไวไฟที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เบากว่าอากาศ ลอยตัวได้ง่าย สะสมได้ดี หากอากาศร้อนและมีความชื้นสูง เมื่อหายใจเข้าไปจะมีผลกระทบต่อสุขภาพแบบเฉียบพลัน อาจจะรู้สึกอ่อนเพลีย วิงเวียนและปวดศีรษะ ซึมเศร้า สับสน ชัก หมดสติ อาจมีอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง

ผลตรวจทางการแพทย์ของ นายวชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ ตรวจโดย โรงพยาบาลคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผลตรวจทางการแพทย์ของ นายวชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ ตรวจโดย โรงพยาบาลคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นายวชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หนึ่งในทีมเก็บข้อมูลเปิดเผยว่า หลังจากการเข้าเก็บข้อมูลในพื้นที่ตนก็รู้สึกผิดปกติคือมีอาการ แสบจมูก มึนงงและผะอืดผะอม จนต้องตัดสินใจเดินทางไปสถานพยาบาล โดยแพทย์ให้การรักษาด้วยการพ่นยาและให้ออกซิเจน พร้อมวินิจฉัยว่าเป็นผลมาจากการสัมผัสกับสารพิษ

“ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องคุยกันด้วยข้อเท็จจริง อย่างที่เห็นพยานหลักฐานที่มันบ่งชัดแล้ว ที่สำคัญคือกระบวนทัศน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้หน่วยงานรัฐต้องลงมาดูได้แล้ว ขันแรกต้องเอาสุขภาพของประชาชนไว้ก่อน เพราะสุขภาพเป็นต้นทุนที่ไม่มีใครสามารถรับผิดชอบได้จึงต้องจัดการจุดนี้ให้ได้ก่อนถึงจะดำเนินการเรื่องอื่นได้ แต่ตอนนี้เวลาผ่านมาสัปดาห์กว่าก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแล” นายวชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ กล่าว

สรุปข่าวฐานทรัพยากรอีสานประจำวันที่ 25 กันยายน – 13 ตุลาคม 2558

2560 ตุลาคม 14
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

25 กันยายน

สกลนคร- ศาลจังหวัดสกลนครมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายสำราญ กลางรัก วัย 73 ปี ในกรณีถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพาน-ดงกะเฌอ สืบเนื่องจากในวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมาศาลจังหวัดสกลนครมีพิพากษาลงโทษจำคุก 8 ปี โดยจำเลยสารภาพจึงลดโทษเหลือ 4 ปี ทางภรรยาจำเลยจึงยื่นขอประกันตัวโดยใช้โฉนดที่ดินมูลค่า 600,000 ศาลอุทธรณ์ภาค4 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ต่อมานายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวของศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งให้ประกันตัวนายสำราญ

ที่มา: Prachatai

อุดรธานี – สภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี มีมติไม่อนุมัติคำขอประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสามพาด โดยในที่ประชุมประกอบไปด้วยสมาชิกสภาอบต. จำนวน 26 คน จาก 13 หมู่บ้านและได้เชิญหน่วยงานผู้เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด สิ่งแวดล้อมภาค 9 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด และผู้แทนจากบริษัทเอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของโครงการและตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จำนวน 6 คน เข้าร่วมชี้แจงให้ข้อมูล ซึ่งผลปรากฏว่า มีสมาชิก อบต. จำนวน 12 คน ไม่เห็นชอบ เห็นชอบ 9 คน และงดออกเสียง 4 คน

ที่มา: Prachatai

2 ตุลาคม

ขอนแก่น – ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านนามูล-ดูนสาด ต.ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น เดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ขอให้ตรวจสอบการเผาทดสอบก๊าซโครงการขุดเจาะสำรวจและประเมินศักยภาพแหล่งก๊าซดงมูล หลุมดงมูล 5 ของบริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด ครั้งที่ 2 โดยมีตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นออกมารับหนังสือจากชาวบ้าน โดยทางกลุ่มให้เหตุผลว่าการเผาทดสอบเป็นขั้นตอนที่ไม่ได้แจ้งใน EIA อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นก่อนหน้าก็ยังไม่มีการแก้ไข

ที่มา: Citizen Thai PBS

ชัยภูมิ – เจ้าหน้าทหารและตำรวจอ้าง ม.44 – พ.ร.บ. ชุมนุม ห้ามไม่ให้ “เครือข่ายรักษ์บำเหน็จณรงค์ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน” สวมเสื้อสกรีนข้อความต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและรวมตัวชุมนุมกัน ในการประชุมคณะกรรมการเฝ้าระวังติดตามความคิดเห็นของประชาชนต่อการประกอบกิจการของ บริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) ที่ อบต.บ้านเพชร อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ

ที่มา: Thai Lawyers for Human Rights

5 ตุลาคม

ขอนแก่น- ตำบลนามูล-ดูลสาด อำเภอกระนวน เวลา 1.00 น รถบรรทุกขนาดใหญ่ กว่า 20 คัน วิ่งผ่านหมู่บ้านเพื่อเข้าทำการเผาสำรวจก๊าซรอบที่สองของบริษัทอพิโก้ (โคราช) จำกัด โดยมีกองกำลังทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐคุ้มกันอย่างแน่นหนา   ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านยื่นหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไม่เคยแจ้งว่าจะทำการเผาทดสอบ 2 ครั้ง

ที่มา: Citizen Thai PBS

ขอนแก่น-เครือข่ายชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศอุทยานแห่งชาติภูผาม่านทับพื้นที่ทำกิน ได้ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เข้ายื่นหนังสือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากลและจากนั้นได้เข้ายื่นหนังสือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติการละเมิดสิทธิกรณีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง มาติดป้ายตรวจยึดและป้ายแนวเขตอนุรักษ์ทับที่ทำกินชาวบ้าน

6 ตุลาคม

ขอนแก่น- กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านนามูล-ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น 30 คน เดินทางไปที่ศาลปกครองภาค 4 จังหวัดขอนแก่น เพื่อเข้ายื่นคำขอกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษากรณีฉุกเฉิน กรณีที่บริษัทอพิโก้ (โคราช) จำกัด ประกาศจะเผาทดสอบก๊าซหลุมดงมูล 5 รอบที่ 2 ซึ่งในรายงานผลกระทบ EIA ไม่ได้ระบุให้ชาวบ้านในพื้นที่ทราบ ทางด้าน‘ขบวนการอีสานใหม่’ ได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนร่วมคัดค้านการขุดเจาะปิโตรเลียมร่วมกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ศาลปกครองภาคที่ 4 ขอนแก่นมีคำสั่งนัดไต่สวนในวันที่ 15 ต.ค.2558 เวลา 9.30 น

ที่มา: Prachatai

10 ตุลาคม

-ขอนแก่น ตำบล นามูล-ดูลสาด อำเภอ กระนวน พบชายหนุ่มในพื้นที่เกิดอาการผื่นคันตามร่างกาย หลังจากเขาเดินทางไปกรีดยาง ที่อยู่ห่างจาก หลุมเจาะดงมูล 5 ที่กำลังเผาทดสอบก๊าซประมาณ 1.5 ก.ม.

ที่มา: https://www.facebook.com/namoondoonsard

13 ตุลาคม
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนามูล-ดูนสาด เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อส่งต่อจดหมายถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น รัฐบาล สภานิติบัญญัติ คณะกรรมาธิการในสภานิติบัญญัติหรือองค์กรอื่น ๆ ให้ตรวจสอบความโปร่งใสหรือธรรมาภิบาลการลงทุนข้ามชาติของบริษัทบริษัทอพิโก้ (โคราช) ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือของแอลแอลซีซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกาที่ดำเนินการขุดเจาะก๊าซปิโตรเลียมในพื้นที่

ที่มา: https://www.facebook.com/namoondoonsard

คำสั่ง คสช. 1/2557 ตัดตอนอำนาจของท้องถิ่น ทำให้การเมืองภาคประชาชนอ่อนแอ

2560 ตุลาคม 8
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

มติที่ประชุม สมาชิกสภาองค์กรบริหารส่วนตำบลนาตาล ‘ไม่อนุญาตให้ บริษัทขุดสำรวจปิโตรเลียมเข้าใช้พื้นทีของ สปก.’ หลังจากชาวบ้านจากหมู่หนองแซง ต.นาตาล อ.ท่าคัน จ.กาฬสินธุ์ กว่า 200 คน ได้ยกมือแสดงออกไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้ต่ออายุการใช้พื้นที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ให้บริษัทขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ ในการประชุมสมาชิกองค์กรบริหารส่วนตำบลที่มีการเปิดให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557

ขอบคุณภาพจากสารคดี “บ่เอาบ่อก๊าซ” ผลิตโดย คุณคำปิ่น อักษร ออกอากาศวันที่ 20 กันยายน 2557 ทางช่องไทยพีบีเอส

ภาพดังกล่าว คือ ตัวอย่างชัดเจนของอำนาจการบริหารขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และเป็นตัวอย่างของขบวนการภาคประชาชนที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนาที่ออกมาจากรัฐส่วนกลาง

“การได้เข้ามาทำงานในองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ทำให้ได้เห็นกระบวนการขุดเจาะสำรวจก๊าซที่ไม่โปรงใสจากเอกสารต่างๆ เช่นการย้ายหลุมขุดเจาะที่ไม่ได้ทำประชามติ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยทำหนังสือขอข้อมูลเหล่านี้ไปแต่กลับถูกปฏิเสธ โดยทางกลุ่มเห็นว่าการขออนุญาตใช้พื้นที่ ส.ป.ก กำลังจะหมดอายุและการขอต่ออายุต้องใช้มติของสภาเทศบาล ทางกลุ่มจึงยื่นหนังสือขอให้ทางเทศบาลเปิดประชุมเรื่องการขอใช้พื้นที่ดังกล่าว

“การประชุมลงมติปกติจะจัดกันในห้องปิด แต่เราเปิดให้เป็นสาธารณะ เพราะอยากให้ชาวบ้านได้แสดงออกว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร ก่อนที่สมาชิกสภาจะลงมติ ซึ่งตามกฎหมาย

แล้วการที่สภาของท้องถิ่นจะลงมติอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนจะต้องมีประชาชนเข้าร่วมด้วย โดยที่ผ่านมาเท่าที่สังเกตเห็นจะไม่ค่อยมี” นางกรรณิกา เหลาพิมพ์ สมาชิกเครือข่ายอนุรักษ์ดงมูล และรองนายกเทศบาลตำบลนาตาล กล่าวและเปิดเผยถึงกระบวนการทำงานของภาคประชาชนในช่วงเวลานั้น ซึ่งเริ่มจาก ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม ได้ส่งตัวแทนลงรับสมัครเลือกตั้งสภาองค์กรบริหารส่วนตำบล โดยชูนโยบาย ‘ไม่เอาการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่’ จนชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภาเทศบาลสภาองค์กรบริหารส่วนตำบลนาตาล

โดยนาง กรรณิกา เหลาพิมพ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการ ประกาศ คสช. ฉบับที่ 85/2557 ออกตามคำสั่ง คสช. 1/2557 โดยให้งดการเลือกตั้งท้องถิ่นชั่วคราว หากสมาชิกสภาหรือผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่นหมดวาระลง ให้ปลัดองค์กรส่วนท้องถิ่นรักษาการแทนในตำแหน่งผู้บริหารและในส่วนของสมาชิกสภาให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสรรหาสมาชิกสภา ผลที่อาจจะตามมาหลังจากมีคำสั่งนี้ คือ ระหว่างรอยต่อที่สภาท้องถิ่นในตำบลนาตาลจะหมดวาระลงในอีกสองปี กลุ่มทุนอาจจะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันโครงการขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่ โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการยกมือลงมติแสดงความเห็นในสภา

กรรณิกา กล่าวย้ำว่า “การผลักดันนโยบายต่างๆ ถ้าเป็นคนที่มาจากในท้องที่อย่างสมาชิกเทศบาลหรือนายกเทศบาล ซึ่งเขาเป็นคนที่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน รู้ว่าชาวบ้านต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร แต่หากเป็นคนที่ถูกส่งมาจากรัฐบาลส่วนกลาง​ที่เป็นคนพื้นที่อื่น อย่างนายอำเภอ ผู้ว่า หรือปลัด เวลามีการอนุญาตโครงการอะไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อชาวบ้าน เพราะเขาเป็นข้าราชการ ถ้าไม่ได้ทำความผิดทางวินัยจะเซ็นยินยอมอะไรก็ไม่มีผลอะไรกับเขา เรื่องความรับผิดชอบต่อชาวบ้านจะมีน้อยกว่า ถึงแม้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง บางครั้งอยากจะอนุญาตโครงการที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เขาก็ยังต้องกังวลเรื่องฐานเสียง หรืออะไรต่างๆ ซึ่งหน่วยงานราชการไม่ใช่

การกระจายอำนาจให้คนท้องถิ่นสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจรัฐ เริ่มมีมาตั้งแต่ที่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

“รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น” ระบุในมาตรา 282 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2540 หมวดการปกครองท้องถิ่น

และกฎหมายฉบับอื่นๆ อีกมากที่ออกมาเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับท้องถิ่นในการจัดการตัวเองมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2540อำนาจตัดสินใจต่างๆ จึงเป็นขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า ข้าราชการที่มาจากการแต่งตั้งมาประจำตำแหน่งโดยรัฐบาลกลาง อย่างเช่น ผู้ว่าราชการ ปลัด นายอำเภอ กำนัน ฯลฯ

แต่ประกาศ คสช. ฉบับที่ 85/2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ทำให้อำนาจการบริหารกลับไปอยู่กับหน่วยงานราชการแทนที่องค์กรส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและมีความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากกว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวจึงไม่อาจสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ในมุมมองของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกครองได้ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า

“เรื่องการกระจายอำนาจมีผลกระทบโดยตรงกับการเมืองภาคประชาชน ก่อนที่จะมีการกระจายอำนาจ เวลาภาคประชาชนมีข้อเรียกร้องอะไร จำเป็นต้องเข้าไปเรียกร้องที่ส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานคร เพราะอำนาจทุกอย่างรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นการยากลำบาก”

Sama_Kalasin_Story1

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ในงาน “ไม่อ่านก็ฟังได้” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย ขอบคุณภาพจาก www.youtube.com/user/PITVFANPAGE

ภายหลัง 2540 รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทำให้ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตัวเองได้มากขึ้น การเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงจากการรวมกลุ่มกันรณรงค์ ลงรับสมัครเลือกตั้ง คัดเลือกคนที่จะเข้ามาบริหารงาน หรือ การมีส่วนร่วมโดยการเคลื่อนไหวกดดันองค์กรท้องถิ่นเหล่านี้ซึ่งเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดเพราะอยู่ในพื้นที่

“การเลือกตั้งท้องถิ่นทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองสูง ซึ่งทำให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชัดเจนและทำให้เข้าใจการเมืองมากขึ้น ว่าใช่เพียงแค่การไปเลือกตั้งแล้วรออีกสี่ปี แต่คือการเข้าไปกำหนดที่ทิศทางความเป็นไปของชุมชนด้วย” ผ.ศ.เวียงรัฐ กล่าว และแสดงความเห็นต่อว่า

คำสั่ง คสช. 1/2557 สะท้อนให้เห็นว่าทำไมรัฐบาลต้องการงดการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นอันดับแรกๆ

เนื่องจากการเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มต่างๆ ของประชาชนในท้องถิ่น ส่วนหนึ่งมาจากการเคยชินกับระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่น เป็นประชาธิปไตยระดับรากหญ้าที่ไปกระตุ้นให้ภาคประชาชนมีพลัง เริ่มเข้าไปมีส่วนร่วม และเริ่มเข้าใจอำนาจของตัวเองมากขึ้น การรวมศูนย์อำนาจแบบเดิมจึงเป็นไปได้ยาก

นับตั้งแต่ปี  ซึ่งล้วนเป็นการทำให้การกระจายอำนาจอ่อนแอและอำนาจกลับไปอยู่กับอำนาจระบบราชการ ทำให้ภาคประชาชนเองหลายครั้งเห็นว่าอำนาจท้องถิ่นไม่มั่นคง ก็กลับเข้าไปเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับระบบราชการ ซึ่งเป็นการลดทอนประชาธิปไตย

“กฎหมายในร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 ฉบับล่าสุดถูกคว่ำไปที่แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามจะควบคุมองค์กรท้องถิ่น ุให้มีการตั้งคณะกรรมการต่างมากำกับการทำงานขององค์กรท้องถิ่น อย่างสามารถฟ้องศาลปกครองได้ถ้านักการเมืองท้องถิ่นไม่มีคุณธรรม ซึ่งคำว่าคุณธรรมมีนิยามที่กว้างมาก จึงเป็นการให้ให้อำนาจศาลปกครองเป็นตัวชี้ขาดการกระทำขององค์กรท้องถิ่น ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการลดอำนาจท้องถิ่นอย่างชัดเจน

“โดยเฉพาะในรัฐบาลทหาร การรวมศูนย์อำนาจในระบอบทหาร ต้องการที่จะสั่งการจากศูนย์กลางแล้วลงไปสู่ท้องถิ่นทันที จึงไม่ต้องการให้อำนาจส่วนภูมิภาคเข้มแข็ง และต้องการลดทอนการกระจายอำนาจ” ผ.ศ.เวียงรัฐ กล่าว

 

นักเขียนรับเชิญ – เครื่องมือ “เขียว” ของทุนนิยม?

2560 ตุลาคม 7
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

โดย แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา

เกือบสำเร็จเต็มทีกับความพยายามของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการเสนอร่างพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2558 ที่คาดว่าผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกฤษฎีกาไปแล้วอย่างเงียบๆ

โดยสรุปสาระสำคัญของร่างพรบ. ป่าสงวนแห่งชาติฯ ฉบับดังกล่าวคือ กำหนดให้มีการทำแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติใหม่ มีคณะกรรมการควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติประจำจังหวัดเพื่อดำเนินการสอบสวนและวินิจฉัยคำร้องเกี่ยวกับสิทธิหรือการได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อเสนอแนะมาตรการและแนวทางในการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวง และค่าบำรุงป่า ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน

เนื้อหาร่าง พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ และความเห็นของ ครม. มุ่งเน้นชัดเจนในประเด็นสำคัญเรื่องการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาตและยังมอบหมายให้กรมป่าไม้ยกร่างกฎกระทรวงและระเบียบกรมป่าไม้เพื่อจัดทำโครงสร้างของกรมป่าไม้ใหม่ โดยจัดตั้งป่าไม้จังหวัด โดยเฉพาะคำแนะนำจาก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ที่ให้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างของกรมป่าไม้ในภาพรวมทั้งหมดในคราวเดียว

ร่างพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ ฉบับนี้ผ่านการยอมรับของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน นอกจากกระทรวงการคลังที่ไม่เห็นด้วยกับหลักการที่กำหนดให้กรมป่าไม้เก็บเงินค่าบำรุงป่า ค่าบริการ ค่าตอบแทน และค่าเสียหายที่ได้รับไว้ใช้จ่าย โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณซึ่งต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตัดร่างดังกล่าวออกตามที่กระทรวงการคลังทักท้วงแล้ว

ทั้งนี้ จังหวะในการยกร่างพรบ. ป่าสงวนแห่งชาติฯ เกิดขึ้นสอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศเดินหน้านโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” โดยประกาศแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ กำหนดเป้าหมายให้มีพื้นที่ป่าอย่างน้อยร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ หรือ 128 ล้านไร่ (พื้นที่ป่าไม้ในปัจจุบัน 102.1 ล้านไร่) ภายใน 10 ปี และเปิดฉากยุทธการทวงคืนผืนป่าในจังหวัดพื้นที่วิกฤตรุนแรง 12 จังหวัด พื้นที่วิกฤต 33 จังหวัด และพื้นที่อื่นๆ 31 จังหวัด ตามเป้าหมาย 4 ระดับ คือ AO1-AO4 โดยมอบหมายในปีนี้ให้กรมอุทยานแห่งชาติทวงคืนผืนป่า จำนวน 2 แสนไร่ และกรมป่าไม้อีก 4 แสนไร่ รวม 6 แสนไร่

อย่างไรก็ตาม หากเมื่อนำแผนแม่บทฯ มากางดูให้เห็นชัดๆ เพื่อพิจารณากันอีกครั้ง จะพบเงื่อนงำบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ และทำให้ภาพของการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ประเทศเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ข้อสังเกตในประเด็นสำคัญที่แม่บทฯ ระบุไว้ ได้แก่

  1. ปรับบทบาทภาระหน้าที่ของ ทสจ. และศูนย์ประสานงานป่าไม้จังหวัด เพื่อตอบสนองการให้บริการด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว การอนุญาตดำเนินการใดๆ ต้องมีขั้นตอนโปร่งใส

  2. จัดทำแนวเขตป่าไม้ที่เดิมไม่เคยมีแนวเขตที่ชัดเจน รวมทั้งประกาศพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นช่องว่าง ให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย

  3. ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กันพื้นที่ที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดสรร ตามมติครม. เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2536 และมีสภาพเป็นป่าคืนมาให้กรมป่าไม้เพื่อดำเนินการหรือฟื้นฟู และให้ยุติการออก สปก.4ไว้ก่อน

  4. ให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ (Zoning) ในพื้นที่แนวเขตป่าไม้ (ป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช 2484) ใหม่

  5. การจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ (Zoning) กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับการจำแนกการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ในพื้นที่แนวเขตป่าไม้ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ที่จัดทำขึ้นใหม่ และบทบาทกิจกรรมที่อนุญาตให้ทำได้ในพื้นป่าไม้ทุกประเภท เช่น แปลงอนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติ การให้เช่าพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชุมชน เป็นต้น

  6. ห้ามมิให้มีการออกเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินของกรมที่ดิน (โฉนดที่ดิน, นส.3, ใบจอง) เพิ่มเติม ในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นป่าหรือพื้นที่ที่อยู่ในแนวเขตป่าไม้ เนื่องจากเอกสารดังกล่าวที่ออกโดยกรมที่ดินทำให้สถานภาพที่ดินเปลี่ยนจากที่ดินของรัฐเป็นที่ดินของราษฎรอย่างถาวร

  7. ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการหรือมีโครงการที่ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่า ได้รับการรับรองสิทธิหรือมีสิทธิในที่ดินป่าไม้ (เช่น การออกเลขที่บ้าน การขยายเขตไฟฟ้า การรับชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภบท.5))

  8. ออกกฎหมายและระเบียบเพื่อดำเนินการเพิกถอนสิทธิในที่ดินที่ออกโดยมิชอบโดยเร็ว และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมที่ดิน, ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานป่าไม้ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนด

ข้อสังเกตที่ 1 ไม่พบข้อมูลมติ ครม. เรื่องการกำหนดพื้นที่เพื่อปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในวันที่ 4 พ.ค. 2536 บนเว็บไซต์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตามที่ระบุในแผนแม่บทฯ แต่มี มติ ครม. วันที่ 30 มี.ค. 2536 อนุมัติดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยจำแนกไว้เป็นเขตพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเกษตร จำนวน 306 แปลง ใน 54 จังหวัด เนื้อที่ 7.2 ล้านไร่ กับอนุมัติแนวทางปฏิบัติงานเพื่อเป็นการเร่งรัดขั้นตอนในการประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน โดยในประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน ขั้นตอนการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ดังกล่าว ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอร่างให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยตรง และไม่ต้องนำร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการก่อนนำส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และยกเว้นการตรวจสอบสภาพป่า โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมในที่ดินของรัฐที่จะนำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดิน

มติครม. วันที่ 7 เม.ย. 2536 เรื่องการจำแนกประเภทที่ดิน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน สกลนคร เชียงราย ร้อยเอ็ด ระยอง จันทบุรี สุราษฎร์ธานี สุพรรณบุรี และขอนแก่น (ขอเปลี่ยนแปลง มติครม. เดิมเฉพาะแห่ง) อนุมัติผลการพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน ซึ่งพิจารณาจำแนกประเภทที่ดินทั้ง 8 จังหวัด ในพื้นที่ตามโครงการสำรวจจำแนกประเภทที่ดินตาม มติ ครม. เรื่องนโยบายการใช้และกรรมสิทธิ์ที่ดิน และพื้นที่นอกโครงการสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน เพื่อจำแนกประเภทที่ดินเฉพาะแห่งในจังหวัดขอนแก่น ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

ล่าสุด มติ ครม. วันที่ 22 ก.ย. 2558 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2558 งบกลาง สำหรับการดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ มาตราส่วน 1:4000 (One Map) ของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ จำนวน 6 คณะ

หากเมื่อมองตามรูปการนี้แล้ว สิทธิบนที่ดินทำกินของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นเอกสารสิทธิที่เป็น โฉนดที่ดิน นส.3 ส.ป.ก. ใบจอง หรือ ภบท.5 หากมีปัญหาในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่รับรองสิทธิ ที่ดินนั้นก็อาจถูกยกเลิกโดยที่ชาวบ้านไม่สามารถขัดขืนได้แต่อย่างใด

ข้อสังเกตที่ 2 ร่าง พรบ. ป่าสงวนแห่งชาติ ฉบับใหม่ ยังไม่มีการเปิดเผยว่ามีรายละเอียดสาระสำคัญในเรื่องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนอย่างไร แต่ยุทธการทวงคืนผืนป่าก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

กระนั้นก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมกลับชูนโยบาย เพื่อเตรียมอนุญาตคำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจและทำเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน ให้เอกชน 34 ราย รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด 3.5 ล้านไร่ หลังจากนั้นได้ให้ประทานบัตรเอกชนไปแล้ว จำนวน 1 ราย เป็นพื้นที่ 9,700 ไร่ และเตรียมขยับขั้นตอนเพื่อให้ประทานบัตรอีกต่อไปในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและสกลนคร

กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชัยภูมิ รัฐบาลอ้างใช้มาตรา 44 บังคับให้ชาวบ้านถอดเสื้อที่แสดงสัญลักษณ์การคัดค้านในเวทีรับฟังฯ นอกจากนั้นความเคลื่อนไหวในลักษณะนี้สามารถพบเห็นได้ในอีกหลายจังหวัด

จากนั้น รัฐได้ผลักดันการให้สัมปทานปิโตรเลียมเพื่อขุดก๊าซในภาคอีสาน จำนวน 8 แหล่ง ได้แก่ แหล่งน้ำพอง แหล่งศรีธาตุ แหล่งดงมูล และแปลงสัมปทาน L16/50, L18/50, L24/50, L26/50, L31/50 ที่ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี มุกดาหาร มหาสารคาม สุรินทร์ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ซึ่งแค่สองพื้นที่คือ แหล่งน้ำพอง และ L16/50 ก็มีพื้นที่รวมมากกว่า 4 ล้านไร่

ตามด้วยการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 พื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ 36 ตำบล 10 อำเภอ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดมุกดาหาร สงขลา ตราด สระแก้ว และตาก ส่วนจังหวัดเชียงรายซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่อีก 5 จังหวัด (หนองคาย นครพนม กาญจนบุรี และนราธิวาส) ทีรัฐบาลเตรียมประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจในลำดับต่อไป ปรากฏว่ามีการเตรียมพื้นที่ป่าไม้ 2,000 ไร่ เพื่อให้เอกชนเช่าแล้ว ตอกย้ำอย่างเห็นได้ชัดถึงนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยรองนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอ ครม. เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2558 อนุญาตให้ต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม

ส่วนการเตรียมประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องนโยบายสำรวจและทำเหมืองทองคำ ใน 12 จังหวัด เพชรบูรณ์ พิจิตร จันทบุรี ระยอง พิษณุโลก ลพบุรี สระบุรี สระแก้ว นครสวรรค์ สตูล และสุราษฎร์ธานี เพื่ออนุญาตคำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ 177 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 1.6 ล้านไร่ แต่นโยบายดังกล่าวถูกคัดค้านหนักจากหลายภาคส่วน ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องแถลงสถานการ์เพื่อชะลอให้มีการทบทวนใหม่

แต่ที่น่าตกใจ คือ ในรายการข้อมูลสำหรับการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนของ บมจ. อัครา รีซอร์สเซส ที่ยื่นต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ มีการระบุคำขอรับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำของบริษัทและบริษัทในเครือ จำนวน 107 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 954,937 ไร่ ในจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี ระยอง และจันทบุรี สิ่งนี้หมายความว่าการประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในครั้งนี้เป็นไปเพื่อเอกชนเจ้าใหญ่เพียงเจ้าเดียวหรือไม่

อีกทั้ง เอกสารดังกล่าวยังระบุถึง บจ. สวนสักพัฒนา ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทที่ประกอบธุรกิจซื้อที่ดินเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและการผลิตแร่ของบริษัท มีที่ดินจำนวนหนึ่งซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ซึ่งตามกฎหมายที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธินั้น ถือเป็นพื้นที่ป่าไม้และถือเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ และกรณีเอกชนรายนี้กลับไม่เคยมีการตรวจสอบโดยใช้มาตรการทวงคืนผืนป่าจากภาครัฐแต่อย่างใดเลย และในเวลาต่อมา กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดพื้นที่ศักยภาพแร่เพื่อการสำรวจและพัฒนาแห่งแร่ควอตซ์ ในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ประกาศเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2558 รวมพื้นที่ใน 4 อำเภอ 4 จังหวัด หากมีคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายแร่ไม่เกินคำขอละ 2,500 ไร่ หรือคำขออาชญาบัตรพิเศษไม่เกินคำขอละ 10,000 ไร่ เพียงอนุญาต 4 คำขอก็ให้สิทธิพื้นที่กับเอกชนแล้ว 10,000 – 40,000 ไร่ โดยไม่เปิดให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ถึงข้อมูล

ร่างพระราชบัญญัติแร่ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีและอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจาณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาเช่นกัน

อย่างไรก็ดี จากการเสวนา “จับตาร่างกฎหมายแร่ การอนุญาตให้สำรวจและสัมปทานแร่ ภายใต้ภาวะอำนาจพิเศษ” มีเนื้อหาโดยสรุปคือ ในพื้นที่ป่าสมบูรณ์มีแหล่งแร่จำนวนมากอยู่ และเจตนารมณ์ที่แสดงชัดเจนในตัวบทกฎหมาย คือ การบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษ โดยให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี กำหนดพื้นที่ใด ๆ ให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ ทดลอง ศึกษา และวิจัยเกี่ยวกับแร่ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีสามารถอนุญาตคำขออาชญาบัตรหรือประทานบัตรได้ ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่สูงบนภูเขาจนถึงที่ราบต่ำและชาย ทะเล และพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่น เช่น พื้นที่ ส.ป.ก. พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร พื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ทางโบราณวัตถุ โบราณสถาน หรือแหล่งฟอสซิลที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ไว้

ที่ผ่านมาภาคประชาสังคมและนักอนุรักษ์หลายฝ่ายต่างแสดงความเห็นตรงกันว่า หากรัฐบาลต้องการจะอนุรักษ์ป่าไม้จะต้องประกาศพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติหรือเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า แต่ป่าสงวนฯ เป็นพื้นที่ป่าที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่ที่รัฐสงวนไว้เพื่อรอการขออนุญาตใช้ประโยชน์

สุดท้ายเมื่อประมวลเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันดีแล้วว่า พรบ. ชุมนุมและมาตรา 44 คือเครื่องมือที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบายและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรมทรัพยากรธรณีและกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งหมดได้ร่วมมือกันเพื่อใช้ที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดิน ส.ป.ก.. เพื่อเปิดเป็นพื้นที่ทำธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมแร่ อุตสาหกรรมพลังงาน นิคมอุตสาหกรรม และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ใช่หรือไม่ และเป้าหมายที่ต้องการจะเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศไทยจำนวน 25.9 ล้านไร่ ภายใน 10 ปี พื้นที่เหล่านี้อ้างว่าสงวนไว้เพื่อการอนุรักษ์ แต่จะริดรอนสิทธิที่ดินทำกินของชาวบ้านมากมายขนาดไหน หรือเป็นเพียงพื้นที่ที่ใช้อำนาจทวงคืนมาเพื่อเปิดให้เอกชนได้ใช้ประโยชน์กันแน่

ตามที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงความคืบหน้าปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกที่ทำเนียบฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2558 ว่า “รัฐบาลไม่สามารถยอมให้เกิดพฤติกรรมละเมิดกฎหมาย เอาเปรียบประเทศ และรังแกทรัพยากรที่ควรสงวนรักษาไว้ให้ลูกหลาน แบบนี้ต่อไปได้…”

หากพิจารณาดูแล้ว ณ เวลานี้ รัฐควรแถลงให้ชัดว่า รัฐบาล ข้าราชการ และนายทุน คือกลุ่ม พวกเดียวกันมากกว่าใช่หรือไม่